***ที่นี่เป็น WebSite แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ให้บริการฤกษ์ยามชั้นสูงด้วยโหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) จากคัมภีร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ ของพราหมณ์-ฮินดู (Vedic Astrology) ที่สืบทอดมากว่า 5,000 ปี ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่าเป็นวิชาโหราศาสตร์ชั้นสูงที่ละเอียด แม่นยำ มีทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์และเชื่อถือได้มากที่สุด สอบถาม โทร. 085-832-8228***

นวโกวาท

(ฉบับประชาชน) (ย่อ)

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า

กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

คำชี้แจง

หนังสือ นวโกวาท (ฉบับประชาชน)  ข้าพเจ้าได้รับเมื่อออกบวช  ได้อ่านแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิต  ข้าพเจ้าจึงได้คัดเฉพาะส่วนที่ฆารวาสสามารถนำไปใช้ได้เพื่อเป็นแนวทางได้จริงในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน  จึงมีความตั้งใจจะพิมพ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่ ให้กันผู้ที่ไม่มีโอกาสได้บวชได้รับทราบถึงพระธรรม คือธรรมชาติของชีวิตที่ทุกคนมีอยู่แล้วในตัวเองแต่ไม่เคยมองเห็นจึงไม่สามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้อง   อันเป็นกุศลผลบุญใหญ่ยิ่งแก่ตัวข้าพเจ้าเองทดแทนการออกบวช

พันเลิศ  ธัญญสิริ

วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2548

คำนำ

(พิมพ์ครั้งที่ ๑๒/๒๔๕๓)

เมื่อหนังสือนี้ฉบับที่ ๑๑ หมดแล้ว  จะได้พิมพ์ฉบับที่ ๑๒  ได้เพิ่มหมวดธรรมที่สมควรจะรู้เข้าอีกหลายหมวด  เพราะเห็นว่าหนังสือนี้ได้ใช้แพร่หลาย  ไม่เฉพาะแต่ภิกษุใหม่  ควรจะให้ความรู้กว้างขวางออกไป  หมวดธรรมที่เพิ่มคราวนี้  ทุกะหมวด ๒  และหมวดธรรมอันสงเคราะห์เข้าในโพธิปักขิยธรรมเป็นพื้น  เมื่อเพิ่มขึ้นดังนี้  ข้อศึกษาของภิกษุใหม่ก็มากขึ้น  ภิกษุผู้มีสติปัญญาพอประมาณหรือค่อนข้างทราม  จะเรียนไม่จบก็อาจเป็นได้  เมื่อเป็นเช่นนี้  อุปัชฌายะอาจารย์ผู้ฝึกหัด  จะงดธรรมบางหมวดที่ไม่ใช้สำหรับภิกษุใหม่  หรือที่มีซ้ำกับหมวดธรรมอื่นบ้างแล้ว  ไม่ใช้สอนก็ควร  นอกจากนี้  คราวนี้ยังได้แก้สำนวนในหนังสือนี้ด้วย

กรมหลวงวชิรญาณวโรรส

วัดบวรนิเวศวิหาร

วันที่ ๙ สิงหาคม  ร.ศ. ๑๒๙

คำนำ

(พิมพ์ครั้งที่ ๙/๒๔๔๗)

แต่เดิมในหนังสือนี้  ไม่ค่อยใช้ศัพท์บาลี  แต่งขึ้นสำหรับเหมาะแก่เรียนในยุคนี้  ใช้บ่างแต่ในที่จะย่นความกำหนดหรือความจำเข้าได้ดีกว่าใช้คำไทย  ภายหลังหนังสือนี้แพร่หลายไปในหมู่ญาติโยมของผู้บวชใหม่  ผู้ที่ได้สดับมากต่างก็พอใจในความคิดแต่หนังสือนี้  แต่เห็นกันโดยมากว่า  ถ้าใช้ศัพท์บาลีเข้าด้วยจะดีขึ้นอีกมาก เหตุว่า  คนชั้นผู้ใหญ่เคยศึกษาในศัพท์บาลี  เมื่อไม่พบศัพท์บาลีก็ชักให้งง  มักต้องนึกเทียบศัพท์บาลีก่อนจึงจะเข้าใจได้ตลอดดีว่า  ธรรมหมวดนั้นๆ  เล็งเอาพระบาลีหมวดนั้นๆ  ถึงการกำหนดหรือการจำเล่า ท่านก็เห็นว่าศัพท์บาลีง่ายกว่ายกขึ้นพูดก็สะดวกกว่า  หวังจะให้หนังสือนี้เป็นไปตามประสงค์ของคนชั้นผู้ใหญ่ด้วย  จึงจะได้เติมศัพท์บาลีเข้าด้วยในหมวดธรรมที่มีคำบาลีสำหรับใช้เฉพาะศัพท์  เว้นแต่หมวดธรรมที่จะต้องใช้คำผสมเป็นประโยค  เช่นในอภิณหปัจจเวกขณะข้อต้นว่า  ชราธมโมมหิ ชรํ อนตีโต  ซึ่งแปลว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้  ในหมวดธรรมเช่นนี้ ยังคงใช้คำไทยล้วนตามเดิม  จะใช้ประโยคบาลีเข้าด้วย  ก็จะกลายเป็นหนังสือสวดมนต์แปลไป  ผิดกับความประสงค์เดิม  จะพาให้ผู้บวชใหม่ท้อถอยในการศึกษาพระธรรมวินัยถึงศัพท์บาลีที่ใช้นั้น  ก็เรียงไว้ต่างวิธีกัน  เรียงไว้ข้างต้นก็มี ข้างท้ายก็มี  ที่เรียงไว้ข้างต้นนั้น  ผู้เริ่มศึกษาไม่ถนัดกำหนดหรือจำศัพท์บาลี จะงดเสีย  กำหนดหรือจำแต่ความไทยก็ได้  ถ้ากำหนดหรือจำได้ด้วย  ก็เป็นอันได้ความรู้กว้างขวางออกไป  จะอ่านหนังสือธรรมหรือฟังเทศนา ก็จะกำหนดได้ง่ายขึ้น  ที่เรียงไว้ข้างท้ายนั้น  เป็นศัพท์พิเศษใช้เฉพาะข้อความนั้น  สมควรที่จะรู้ไว้  ถึงท่านผู้เป็นอุปฌายะหรืออาจารย์ผู้จะฝึกภิกษุสามเณรในสำนักของตน  ก็ควรรู้จักผ่อนปรนฝึกฝนตามสมควรแก่อุปนิสัยของเธอทั้งหลาย  ถือเอาความรู้ความเข้าใจพระธรรมวินัยเป็นประมาณ  เมื่อเป็นคราวที่ควรจะแก่ไขหนังสือฉบับนี้ใหม่  จึงได้เพิ่มหมวดธรรมที่สมควรอันยังไม่มีในนี้เข้าอีกบ้าง  ทั้งเรียบเรียงใหม่ในพวกหนึ่งๆ  ให้ลุ่มลึกไปโดยลำดับ  จับแต่ง่ายไปหายาก  เพื่อให้ง่ายแก่ผู้ยังจะต้องใช้ความจำเบื้องหน้า  ฉบับใหม่นี้ได้แก้ไขเพิ่มเติมเพียงเท่านี้

กรมหลวงวชิรญาณวโรรส

วัดบวรนิเวศวิหาร

วันที่ ๓๐ มิถุนายน  ร.ศ. ๑๒๓

คำนำ

(พิมพ์ครั้งที่ ๕/๒๔๔๒)

หนังสือเล่มนี้เรียงย่อโดยประมาณดังนี้  สำหรับภิกษุสามเณรบวชใหม่,  เพราะผู้บวชใหม่ย่อมบวชเพียงพรรษาเดียว  คือสี่เดือนเป็นพื้น  อุปัชฌาอาจารย์ผู้หวังความรู้แก่สัทธิวิหารกและอันเตวาสิกต้องหาอุบายสั่งสอนให้เขาได้ความรู้มากที่สุดตามแต่จะเป็นได้  ถ้าใช้แบบสอนที่พิสดาร เรียนรู้ยังไม่ถึงไหนก็ถึงเวลาสึก  จะต้องใช้แบบย่อให้จุข้อความที่ควรจะศึกษา  นี้เป็นเหตุผลเริ่มเรียงหนังสือเล่มนี้ขึ้น  หนังสือนี้ถือเป็นแบบย่อ  ถ้าเข้าใจวิธีสอน ก็ทำให้ภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่เข้าใจกว้างขวางได้เหมือนกัน  ข้าพเจ้าได้ใช้ฝึกศิษย์ด้วยวิธีดังจะกล่าวต่อไปนี้

ให้ผู้ศึกษากำหนดจำหัวข้อในหนังสือเล่มนี้ให้ได้ตลอด เอาแต่ใจความ  ไม่ต้องจำถึงพยัญชนะ, แต่คนอ่านแล้วถอดใจความไว้ในใจไม่ได้  ยังต้องท่องเหมือนท่องสวดมนต์  กำหนดระยะให้ ๓ เดือน  (ยกเดือนต้นไว้สำหรับบุรพกิจอย่างอื่น) เดือนที่ ๒  วินัยบัญญัติ  เดือนที่ ๓ ธรรมวิภาค  เดือนท้ายเมื่อจวนสึก  คิหิปฏิบัติ  ผู้ประกอบด้วยสติปัญญา  อุตสาหะกล้าก็ได้เร็วกว่ากำหนด  ปานกลางก็พอทันกำหนด  ทรามก็ไม่ทันกำหนด  ในระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้น  ในขั้นต้น  เมื่อถึงกถาอะไร ได้สอบถามให้เล่าหัวข้อเหล่านั้นให้ฟังจนเห็นว่าขึ้นใจแล้ว  ส่วนวินัยได้ผูกเป็นปัญหาให้ตัดสิน  ปัญหานั้นให้ตัดสินได้ด้วยเทียบตามแบบ  เช่น  " ภิกษุพยาบาลไข้  วางยาผิดคนไข้ตาย  จะต้องปาราชิกหรือไม่? " ผู้ตอบต้องใคร่ครวญดูเจตนาของผู้วางยาว่า  เหมือนกับเจตนาของผู้ที่กล่าวไว้ในแบบหรือไม่?  เท่านี้ก็ตัดสินได้  ถึงธรรมวิภาคและคิหิปฏิบัติก็มีปัญหาถามเหมือนกัน  เช่น  "อย่างไร ความคบสัตบุรุษ เป็นต้น จึงจะเป็นเครื่องเจริญของมนุษย์? "  ในที่นี้ผู้ตอบต้องอธิบายตามความเห็นของตนให้สมแก่รู้ปัญหา  อีกข้างหนึ่ง  " ทรัพย์ที่จับจ่ายด้วยประการไร  จึงได้ชื่อว่าเป็นประโยชน์? "  ในที่นี้ต้องเอากระทู้ความในหมวดที่ว่าด้วยประโยชน์เกิดแต่การถือเอาโภคทรัพย์  มาอธิบายแก้ให้สมรูปปัญหา  เมื่อถึงกำหนด  ได้มีการสอนความรู้ใน ๓ อย่างนั้น  เพื่อเป็นอุบายให้เอาใจใส่ดีขึ้น

ยังมีวิธีที่ช่วยทำให้ผ็บวชใหม่  ได้ความรู้กว้างขวางออกไปกว่านี้อีก  ส่วนวินัย  ถามปัญหาให้เทียบตามแบบไม่ได้  เช่น  " ภิกษุตีเด็ก  ต้องอาบัติอะไร ? "  ในแบบมีแต่ว่าตีภิกษุต้องปาจิตตีย์  เช่นนี้ทำให้ค้นคว้าในสิกขาเล่มใหญ่[1] พอพบแล้วก็จำได้ทันที  ส่วนธรรมวิภาคนั้นได้แจกกระทู้พุทธภาษิต[2] เช่น  " คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร,  ได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ "  วันละข้อ แจกให้อย่างเดียวกันหมด  ให้ไปแต่งแก้แล้วนำมาอ่านในที่ประชุมในกำหนด  ผู้แต่งต้งตริตรองด้วยน้ำใจให้เห็นเองก่อนว่า  " ความเพียรเป็นเหตุ,  ความล่วงทุกข์เป็นผล   ความสัตย์เป็นเหตุ,  ชื่อเสียงเป็นผล "  จึงจะเรียงแต่งมาอ่านได้ในเวลาที่อ่าน  ต่างก็ต่างมุ่งฟังของกันและกัน  เมื่อใครอธิบายดีก็จำไว้  และที่สุดได้รับวินิจฉัยว่าถูกหรือผิด  ข้อนี้เป็นเหตุผลให้ค้นคว้าข้อความในหนังสือธรรมมาอธิบาย  ได้ความร็กว้างขวางและตริตรองให้เห็นความดี  เห็นความชั่วด้วยน้ำใจเอง

หนังสือเล่มนี้  แต่งขึ้นสำหรับสอนภิกษุสามเณรบวชใหม่ให้พอควรแก่เวลาจะศึกษาได้  จึงตั้งชื่อว่า  นวโกวาท   และมีข้อความแต่งโดยย่อเพียงเท่านี้

กรมหลวงวชิรญาณวโรรส

วัดบวรนิเวศวิหาร

วันที่ ๒๑ พฤษภาคม  ร.ศ. ๑๑๘




[1] มหาขันธ์, บุพพาสิกขาวรรณนา, วินัยมุข

[2] วิธีสอนแบบนี้  ภายหลังได้ทรงรวบรวมขึ้นเป็นหนังสือพุทธศาสนสุภาษิต