***ที่นี่เป็น WebSite แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ให้บริการฤกษ์ยามชั้นสูงด้วยโหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) จากคัมภีร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ ของพราหมณ์-ฮินดู (Vedic Astrology) ที่สืบทอดมากว่า 5,000 ปี ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่าเป็นวิชาโหราศาสตร์ชั้นสูงที่ละเอียด แม่นยำ มีทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์และเชื่อถือได้มากที่สุด สอบถาม โทร. 085-832-8228***

 Duang Rai Ku 2

จากบทความที่แล้วในดวงไร้คู่ดวงที่หนึ่งเราใช้เฉพาะหลักเกณฑ์ เงื่อนไขว่าด้วย”การทำลายผลของเรือนชาตา” จากคัมภีร์อุตรกาลมกฤตโศลกที่ ๑๒ แต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้พิจารณากฎอื่น ๆเข้าไปด้วย เพราะในแต่ละดวงชาตามีความยากหรือง่ายต่างกัน ในการพิจารณาเลือกเฟ้นกฎต่าง ๆนำมาใช้ สำหรับดวงนี้จะใช้กฎทั่วไปทางโหราศาสตร์ภารตะ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์อย่างง่ายๆ มาพิจารณาก่อนเป็นขั้นตอนแรก

Duang Rai Ku 2 2

กฎที่ 1. ตามกฎหลักทั่วไปของโหรภารตะ หากลัคนาอ่อนแอไม่เข้มแข็งก็ต้องไปดูชนมราศีหรือดาวจันทร์ลัคน์แทนลัคนา ว่าอันไหนเข้มแข็งกว่ากัน

ดาวครูข้างต้นเป็นดวงสุภาพสตรีผู้หนึ่งเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2502 จะเห็นได้ว่าลัคนาสถิตย์ราศีตุลย์ 1.9 องศา ในกรณีนี้ถือว่าลัคนาอ่อนแอมากเพราะอยู่ใกล้กับจุดราศีสนธิ(จุดแบ่งแยกราศี) ส่งผลให้เจ้าเรือนลัคนาคือ ดาว ๖ ซึ่งเป็นทั้งเจ้าเรือนลัคน์ เจ้าเรือนมรณะและการกแสดงถึงคู่ครองก็ย่อมอ่อนแอไปด้วย นี่ถือว่าเป็นการพิจารณาจากลัคน์

แต่ในดวงนี้ดาวจันทร์สถิตราศีกรกฏได้ตำแหน่งเป็นเกษตร ถือได้ว่าจันทร์(ชนมราศี)เข้มแข็งกว่าลัคน์ ในการพิจารณาดวงชาตานี้จำเป็นต้องใช้ชนมราศี คือราศีกรกฏเป็นลัคนา แทนราศีตุลย์

 

Duang Rai Ku 2 3

 

กฎที่ 2. หากเจ้าเรือนใดเป็นทั้งเจ้าเรือนทุสถานะด้วยก็ย่อมทำลายผลหรือความหมายของเรือนนั้น ๆ

ในเมื่อราศีกรกฏเป็นลัคนา ดาว ๒ เป็นเจ้าเรือนลัคน์ (ลัคนาธิปติ) เรือนที่ 7 ปัตนิหรือคู่ครองก็คือราศีมังกร มีดาว ๗ เป็นเจ้าเรือน ซึ่งดาว ๗ เองก็เป็นเจ้าเรือนภพมรณะหรือราศีกุมภ์อีกด้วย ดังนั้นดาว ๗ ในภพที่ 8 ก็ทำลายความหมายของเรือนที่ 7 (ปัตนิ-คู่ครอง)

กฎที่ 3. พิจารณาโยคเกณฑ์ โหรภารตะกล่าวว่าดาวทุกดวงส่งผลอย่างแรงไปยังเรือนที่ 7 ของเรือนที่ตัวเองสถิตอยู่(มุมเล็ง 180 องศา)) ซึ่งทางโหรไทยเรียกว่า ปรเกษตร ซึ่งไม่ให้คุณ แต่โหรภารตะกลับบอกว่า ให้ผลเต็มที่ นอกนั้นก็ยังมีโยคพิเศษสำหรับดาวเคราะห์อีก 3 ดวงดังนี้ (วิเศษทฤษฎี)

3.1 ดาวอังคารย่อมส่งเกณฑ์หรือกำลังเต็มที่ไปยังเรือนที่ 4 ที่ 7และที่ 8 จากเรือนที่ตัวเองสถิตอยู่
ตัวอย่างเช่น อังคารสถิตย์ในราศีเมษ เกณฑ์อังคารนอกจากจะมีผลในเรือนที่ตนเองสถิตย์แล้ว(ราศีเมษ) ย่อมส่งผลไปยังราศีกรกฏ(เกณฑ์ 4) ราศีตุลย์ (เกณฑ์ 7) และราศีพิจิก (เกณฑ์ 8) อีกด้วย ซึ่งหากมีดาวใดใดสถิตย์ในราศีดังกล่าวก็ย่อมได้รับอิทธิพลของดาวอังคารจากราศีเมษนี้อย่างเต็มที่

3.2 ดาวเสาร์มีเกณฑ์ ส่งกำลังเต็มที่ไปยังเรือนที่ 3 ที่7 และที่ 10 จากเรือนที่ตัวเองสถิตอยู่

3.3 ดาวพฤหัสมีเกณฑ์ ส่งกำลังเต็มที่ไปยังเรือนที่ 5 ที่7 และที่ 9 จากเรือนที่ตัวเองสถิตอยู่

พิจาณาเรือนที่ 7จากชนมราศี(จันทรลัคน์)ของดวงชาตาจะเห็นได้ว่าดาว ๗ ดาวบาปเคราะห์ส่งเกณฑ์ 3 ไปยังภพมรณะ แสดงถึงการบีบเรือนที่ 7 ปัตนิอย่างแรง ส่วนดาว๓ ที่กุมชนมราศี(จันทรลัคน์) ก็ส่งเกณฑ์ 7 ไปยังภพปัตนิ เกณฑ์ 8 ไปยังภพมรณะร่วมกับเกณฑ์ 3 ของดาว ๗ นั่นยิ่งแสดงผมทำลายทั้งเรือนที่ 7 และที่ 8 อีกทั้งดาว ๗และดาว ๓ เป็นคู่ศัตรูกันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

สรุปจากกฎทั่วไปก็เพียงพอแล้วสำหรับการพิจารณาการทำลายผลของเรือนที่ 7 ภพปัตนิ ทำให้เจ้าชาตาไร้คู่

Rasi Mitra Satru 1

 

แต่หากนำโศลกจากดวงที่ 1 มาพิจารณาร่วม ก็จะได้ผลชัดเจนขึ้นไปอีก  โศลกโบราณในคัมภีร์อุตรกาลมฤต โศลกที่ ๑๒ กล่าวไว้ว่า...

"ถ้าเรือน,เจ้าเรือน,ดาวเคราะห์การก(ดาวที่แสดงความหมายของเรื่องต่างๆโดยเฉพาะ) ทั้ง 3 อย่างนี้อยู่ในวงล้อมของบาปเคราะห์ และร่วมกับบาปเคราะห์มีกำลัง, และถ้าบาปเคราะห์ อยู่ในเรือนที่ 9,ที่ 4,ที่ 8 ,ที่ 5 และเรือนที่ 12 ,นับจากอย่างหนึ่งของ 3 อย่างที่กล่าวแล้ว ,และเจ้านวางศ์ที่บาปเคราะห์ทั้งนี้เสวยอยู่ในเรือนศัตรู,หรือเป็นคราส,หรือแพ้เคราะห์ยุทธในเรือนๆนั้น กล่าวได้ว่า เรือนนั้นๆ ได้ถูกทำลาย"

อธิบาย-(1)เรือน ที่ต้องการพิจารณาคือเรือนคู่ครอง ในที่นี้หมายถึงเรือนที่ 7 คือราศีมังกร (2)เจ้าเรือน คือดาว ๗ เจ้าเรือนปัตนิ (3)ดาวเคราะห์การกสำหรับคู่ครอง คือดาว ๖

1.เรือนที่ 7 ไม่ได้ร่วมกับบาปเคราะห์ใดใดแต่ได้เกณฑ์ 7 ของดาว ๓ ถือว่าเรือนนี้ได้เกณฑ์ร่วมของบาปเคราะห์ และมีบาปเคราะห์ดาว ๘ สถิตในเรือนที่ 9 (ราศีมิถุน)และบาปเคราะห์ดาว ๗ สถิตในเรือนที่ 12 (ราศีมีน)จากเรือนที่ 7 (ราศีมังกร)ตรงตามเงื่อนไขในวรรคแรกและที่วรรคที่สองของโศลก

2.เจ้าเรือน คือดาว๗ สถิตย์ในราศีธนูไม่ได้ร่วมกับบาปเคราะห์ใดใดแต่ได้เกณฑ์ 8 ของดาว ๓ ที่ราศีกุมภ์ก็ถือว่าเจ้าเรือนได้เกณฑ์ร่วมของบาปเคราะห์ และมีบาปเคราะห์ ดาวเกตุ(สากล)อยู่เรือนที่ 4 (ราศีมีน) ,เรือนที่ 8 (ราศีกรกฏ) จากที่สถิตย์ของดาว ๗ ตรงตามเงื่อนไขในโศลก

3.ดาวเคราะห์การก คือดาว ๖ ราศีสิงห์ไม่ได้ร่วมกับบาปเคราะห์ใดใด และมีบาปเคราะห์ดาวเกตุ(สากล) สถิตในเรือนที่ 8 (ราศีมีน) บาปเคราะห์ดาว ๗ สถิตในเรือนที่ 5 (ราศีธนู) และดาว ๓ สถิตในเรือนที่ 12 จากเรือนที่ ดาว ๖ สถิย์อยู่ (ราศีสิงห์) ตรงตามเงื่อนไขในโศลก

4.อย่างไรก็ตามดาว ๘ และเกตุสากลเป็นบาปเคราะห์ก็จริง แต่ไม่ถือเอาเป็นความหมายในโศลกนี้

และเมื่อพิจารณาวรรคที่ 3 ของโศลกนี้ต่อไปอีก”.... ,และเจ้านวางศ์ที่บาปเคราะห์ทั้งนี้เสวยอยู่ในเรือนศัตรู,หรือเป็นคราส,หรือแพ้เคราะห์ยุทธในเรือนๆนั้น กล่าวได้ว่า เรือนนั้นๆ ได้ถูกทำลาย......” คำว่าบาปเคราะห์ในดวงชาตานี้ คือ 1.ดาว ๓ 2.ดาว ๘ และเกตุ(สากล) 3.และดาว ๗

 

Rasi Mitra Satru 2

 

กฎที่ 4. ใช้กฎราศีคู่มิตรศัตรู ถาวรตามธรรมชาติ ตามหลักนิสรคิกะ และกฎดาวคู่ศัตรูชั่วคราวที่คำนวณจากดวงชาตา โดยดาวเคราะห์ในเรือนใดที่เป็น 1 (ร่วมกัน),7(เล็งกัน),5,9 (ตรีโกณกัน)และ 6,8 (อริ มรณะต่อกัน) จากดาวเคราะห์ใด ก็จะเป็นศัตรูชั่วคราวจากดาวเคราะห์นั้น

การพิจารณาทำตามลำดับดังนี้

1.ดาว ๓ ในนวางศ์จักรสถิตในราศีมีน เจ้าราศีคือพฤหัสสถิตในราศีมิถุน ซึ่งเป็นราศีศัตรูตามหลักนิสรคิกะ ตรงตามโศลก

2.ดาว ๘ และเกตุสากล ไม่ถือว่าเป็นดาวบาปเคราะห์ในโศลกนี้

3.ดาว ๗ ในนวางศ์จักรสถิตราศีมิถุนซึ่งเป็นราศีศัตรู และเจ้าราศีคือพุธในราศีจักรสถิตย์ในราศีศัตรู คือกรกฎ และในนวางศ์จักรสถิตในราศีมีน ซึ่งเป็นราศีเป็นกลาง ย่อมชำระดาวพุธจากคู่ศัตรูธรรมชาติ+ความเป็นกลาง(เฉพาะชาตา) ผลของพุธก็กลาย ศัตรูน้อยต่อเสาร์ ก็นับว่าเป็นราศีศัตรูเช่นกัน ตามโศลก

กฎที่ 5 ดาวเสวยอายุ ระบบวิมโษตรีทศา เมื่อแรกที่เจ้าชาตาถือกำเนิดมีดาวเสาร์เป็นเจ้าการเสวยอายุ จนถึงอายุ 17 ปี และหลังจากนี้ ดาวพุธก็จะเป็นเจ้าการเสวยอายุ จาก 17ปี- 34 ซึ่งเป็นช่วงที่เจ้าชาตาอยู่ในช่วงแตกเนื้อสาว หน้าสวยสด งดงาม หรือ อยู่ในช่วงที่สามารถจะแต่งงานได้

แต่ดาวพุธในดวงชาตาเป็นเจ้าเรือนวินาศ(ราศีมิถุน)มากุมชนมราศี(จันทรลัคน์) และอยู่ในเรือนศัตรู(ราศีกรกฏ)ถูกดาวคู่ศัตรู คือดาว ๓ และดาว ๒ ซึ่งเป็นศัตรูของดาว ๔ เบียน อีกทั้งจันทร์ก็เป็นจันอับแสงไม่มีกำลัง (ดิถีเพียญ = ๑.๐๗๑๒) เรียกว่ากษินจันทร์ คือจันทร์ให้โทษ

แม้ดาวพุธจะเล็งเรือนปัตนิก็ไม่มีผลช่วยอะไร เพราะพุธเองก็ถูกเบียนและภพปัตนิ ก็มีเกณฑ์ของเสาร์+อังคารรออยู่ในราศีมังกร

 

Rasi Mitra Satru 3

 

จริงอยู่ที่ลัคนาเกาะวรรคอุตตมางศะ (ไทยเรียก วรโคตรนวางศ์) และมีอาทิตย์เป็นอุจในภพปัตนิในนวางศ์จักร ย่อมทำให้เจ้าชาตาเป็นผู้นำหรือเจ้าของกิจการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าชาตาจะมีคู่ดี หรือลัคนาเข้มแข็งกว่าจันทรลัคน์ เพราะศุกร์เจ้าเรือนลัคน์ถูกบีบจากบาปเคราะห์คือราหูและอังคารที่เป็นนิจ

แต่หากเป็นลัคน์กรกฏซึ่งมีดาวอังคารเป็นดาวโยคการก
(ดาวที่ให้ผลดีที่สุดในชาตา) ของราศีนี้ แม้จะเป็นนิจเป็นดาวบาปเคราะห์ธรรมชาติ ก็ไม่ให้ผลร้ายแต่ก็ไม่ให้ผลดีอะไรมากนัก ทั้งๆที่ดาว ๓ เป็นดาวโยคการก

ดวงนี้มีจันทร์เกณฑ์กับพฤหัส ถือ เป็น คชเกษริโยค แต่ก็เป็นที่ไม่มีกำลัง เนื่องจากดาวจันทร์อับแสงเป็นกษิณจันทร์และพฤหัสอยู่ปลายราศี ตำแหน่งจุดแบ่งราศี(ราศีสนธิ) แต่ผลก็ทำให้เจ้าชาตาเป็นคนใจบุญ

สรุป จะเห็นได้ว่าจากการพิจารณาตามกฎทั่วไปของโหราศาสตร์ และกฎที่มาจากคัมภีร์ร่วมกัน อีกทั้งคำนวณการเสวยอายุ ก็จะสอบทานได้ว่าให้ผลตรงกันทุกกฎ แสดงว่าเรือนที่ 7หรือภพปัตนิถูกทำลาย ขัดข้อง มีอุปสรรค จนทำให้เจ้าชาตาไม่มีคู่ครอง

ปล.ดวงนี้คำนวณจาก โปรแกรมโฮ่ราสาด โปร รุ่นแฟลชไดร์ฟ