***ที่นี่เป็น WebSite แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ให้บริการฤกษ์ยามชั้นสูงด้วยโหราศาสตร์พระเวท(ภารตะ) จากคัมภีร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ ของพราหมณ์-ฮินดู (Vedic Astrology) ที่สืบทอดมากว่า 5,000 ปี ซึ่งทั่วโลกยอมรับว่าเป็นวิชาโหราศาสตร์ชั้นสูงที่ละเอียด แม่นยำ มีทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์และเชื่อถือได้มากที่สุด สอบถาม โทร. 085-832-8228***

พลิกชาตา เสริมดวง เสริมวาสนาบารมี อำนาจและยศศักดิ์ ด้วยการบูชาดวงพิชัยสงคราม

 

บริการผูกดวงพิชัยสงครามตามแบบโบราณ

ดวงพิชัยสงคราม เป็นคุณูปการทางด้านโหราศาสตร์ของบูรพาจารย์ที่ได้ถ่ายทอดมาเป็นมรดกตกทอดของครูอาจารย์สายโหราศาสตร์โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการผูกดวงชาตาของบุคคลหรือฤกษ์ยามโดยละเอียดที่สุด โดยใช้หลักคำนวนของคัมภีร์พระสุริยาตรของโหร อย่างละเอียดคำนวนเป็นองศาลิปดา นวางศ์ ตรียางค์ อินทภาส บาทจันทร์ ฯลฯ ซึ่งหากไม่ได้เจนจัดในด้านโหราศาสตร์ภาคคำนวนแล้วก็จะทำไม่ได้เลย อีกทั้งได้ผสมผสานกับวิชาพุทธเวทย์วิทยาคม เพื่อคุ้มครองปกป้องหนุนดวงชาตาให้พ้นจากสรรพอันตรายและถูกกระทำย่ำยีทั้งปวง และแก้ไขดวงชาตาจากร้ายให้กลายเป็นดี ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในหมู่บุคคลชั้นสูง เจ้าพระยามหากษัตริย์ เจ้านาย ฯลฯ แต่สามัญชนยากนักที่จะได้ครอบครอง เพราะในอดีตวิชานี้ได้แพร่หลายเฉพาะในกรมโหรในพระบรมมหาราชวัง ในการผูกดวงพระชาตาของเจ้านายหรือพระบรมวงศานุวงศ์ พระยา เจ้าพระยา พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ เศรษฐีผู้มีทรัพย์ หรือใช้ในการเฉลิมพระนาม พระชาตา การจารึกพระสุพรรณบัฎ หรือการใช้ในการคำนวณฤกษ์ยามสำคัญๆ เช่นจารึกดวงพระฤกษ์พิชัยสงครามลงในศิลา แผ่นทองเพื่อเป็นศิลาฤกษ์ในการก่อสร้างพระเจดีย์ พระธาตุเจดีย์ พระวิหาร อุโบสถ พระบรมมหาราชวัง ฯลฯ นัยเพื่อความปลอดภัยและขอความคุ้มครองจากดวงพิชัยสงครามให้แก่ถาวรวัตถุที่ก่อสร้างนั้นๆ   นอกจากนี้คงจะหาครูบาอาจารย์ทำให้ได้ยากนัก เพราะขาดผู้มีความรอบรู้ในวิชาภาคคำนวณของคัมภีร์พระสุริยาตร จนทำให้กระทั่งในปัจจุบันการผูกดวงพิชัยสงครามเพื่อบูชานั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อย จนแทบจะเรียกได้ว่าเกือบจะสูญหายไปหมดสิ้นแล้ว


**แผ่น ดวงใหม่ล่าสุด**ดวงพิชัยสงครามรุ่น ชนะมาร 2556 อัญเชิญพระพุทธปางมารวิชัย มาประดิษฐานในดวงพิชัยสงคราม เพื่อเสริมบารมี ชนะศัตรูและอุปสรรค

 

เพื่อเป็นการสืบสานวิชาโบราณมิให้สูญหายไป ทางอาศรมศรีจักรนารทจึงได้จัดทำการผูกดวงพิชัยสงรามให้แก่บุคคลทั่วไปเป็นกรณีพิเศษ ในราคาค่าจัดทำที่ทุกๆคนสามารถนำไปครอบครองบูชาได้ เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ดวงชาตาสูงสุดอย่างที่ไม่มีพิธีกรรมใดจะมาเปรียบเทียบได้ เนื่องจากเป็นการผูกดวงชาตาเฉพาะบุคคลโดยละเอียด กำกับลงอักขระยันต์คาถาตามแบบวิธีโบราณ โดยได้จัดทำลงแบบสีบนผ้าขาว(ผ้าแคนวาส Canvas - เนื้อหนา แข็งแรงทนทานขนาด A3) พิมพ์ลายไทยลงตารางคำนวณโดยระบบการพิมพ์ที่ทันสมัยที่สุดคือเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สกรีนระบบดิจิตอล DTG (direct to garment) แล้วนำมาลงอักขระ และเลขคำนวณของแต่ละดวงชาตานั้นจะลงด้วยลายมือเท่านั้น พร้อมว่าคาถากำกับตามวิธีโบราณ (ไม่ใช่การซิลค์สกรีน) ใช้เวลาจัดทำประมาณ 1 เดือน

(หมายเหตุ เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปแล้วว่าการคำนวณดวงชาตาที่แพร่หลายในเมืองไทยในปัจจุบันนี้ได้มีปฎิทินใช้กันอยู่ 2 ระบบ ระบบแรกก็คือการคำนวณที่ได้ใช้เกณฑ์การคำนวณตามแบบคัมภีร์พระสุริยาตร ตามแบบโบราณ  ระบบที่สองเพิ่งใช้กันมาไม่ถึงร้อยปีก็คือการคำนวณแบบดาราศาสตร์ โดยใช้ปฎิทินดาราศาสตร์สมัยใหม่ ตัดอายนางศแบบลาหิรี ซึ่งระบบนิรายนะได้ใช้กันแพร่หลายทั่วโลกและเกณฑ์คำนวนทั้งสองระบบนี้ทำให้ตำแหน่งดวงดาวต่างๆ แตกต่างกันบ้างเล็กน้อยระหว่าง 1-7 องศา บ้างก็อยู่ราศีเดียวกัน บ้างก็อยู่ต่างราศีกัน   ส่วนเกณฑ์คำนวณเพื่อวางลัคนาก็มีแตกต่างกัน หลายๆแบบ เช่น อันโตนาทีสามัญ อันโตนาทีสารัมภ์ พหินาที บ้างก็ตัดเวลาท้องถิ่น (Local time)  บ้างก็ไม่ตัดเวลาท้องถิ่น บ้างก็ใช้สมผุสอาทิตย์อุทัย บ้างก็ใช้อาทิตย์อุทัยเวลา 6.00 น.เป็นเกณฑ์ในการคำนวณ จึงแจ้งไว้ให้เป็นที่สังเกตุ)

ในการขอรับบริการการผูกดวงพิชัยสงครามท่านสามารถเข้าไปกรอกแบบฟอร์มโดยคลิ๊กที่แบนเนอร์ข้างล่างนี้/หรือใช้วิธีดาวน์โหลดแบบฟอร์ม(MS Word)


 

ค่าครูสำรับการจัดทำดวงพิชัยสงคราม เพียง1,999.- บาทเท่านั้น (พร้อมการจัดส่งEMSให้ฟรีถึงบ้าน เฉพาะในประเทศไทย) ในกรณีส่งต่างประเทศจะคิดค่าจัดส่งต่างหาก กรุณาสอบถามค่าจัดส่งที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ดาวน์โหลด แบบฟอร์มขอผูกดวงพิชัยสงคราม [ ] 78 Kb

***ค่า ครูคำนวณดวงพิชัยสงครามโดยปกติทั่วไป  จะมีการกำหนดไว้ที่ประมาณ7,500-15,000 บาทต่อ 1ดวง

แต่เพื่อเป็นการสืบสานวิชาการคำนวณดวงพิชัยสงครามที่ถูกต้องตามระบบโหราศาสตร์ และเพื่อการรักษาขนบประเพณีไทยโบราณมิให้สูญหายไป อีกทั้งเป็นการส่งเสริมความเข้าใจต่อวิชาโหรฯว่าเป็นวิชาที่มีหลักการที่ เป็นระบบ มีแบบแผน ถ่ายทอดสืบต่อกันมานานนับพันๆปี เป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ เป็นของสูงมีค่าควรเมือง มิใช่นำไปทำนายกันเล่นๆ  อย่างที่เราเห็นๆกันโดยทั่วไป และเพื่อเปิดโอกาสให้กับคนทุกชนชั้น ได้มีโอกาสได้บูชาดวงพิชัยสงครามของตัวเอง

ในช่วงนี้ทางอาศรมฯจึงได้ กำหนดไว้เพียง 1999.-บาท /1 ดวงเท่านั้น รายได้นำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดทำข้อมูลและบริหารเว็บไซด์  และเพื่อเผยแพร่ความรู้เชิงวิชาการด้านโหราศาสตร์ ธรรมะ  ฯลฯ แก่สาธารณะชน และอีกส่วนหนึ่งนำไปทำบุญกุศลต่างๆตามกฏเกณฑ์ของโหร และขอความกรุณาอย่านำราคานี้ไปต่อรองกับครูอาจารย์ท่านอื่นๆ

เมื่อ ท่านได้ชำระค่าครูบูชาฤกษ์แล้วกรุณาแจ้งการโอนเงินมาทาง SMS ที่หมายเลข 085-832-8228หรือ e-mail แจ้งมาที่ kamol_jsk[@]hotmail.com

ทางอาศรมฯของเราปกติ มิได้เปิดรับแขก หรือลูกค้าหรือบุคคลทั่วไป ให้ มาดูฤกษ์ที่อาศรมฯ  เพราะเราเป็นที่สัปปายะซึ่งต้องการความสงบ  เราจึงมีบริการคำนวนฤกษ์เฉพาะทางเว็บไซด์หรืออีเมล์เท่านั้น จึงต้องขอภัยทุกๆท่านมา ณ ที่นี้

ท่านสามารถชำระค่าบูชาครู ผ่านระบบ Paypal ,บัตรเครดิต,บัตรเดบิต ของทุกธนาคารได้แล้ว วิธีใช้คลิ๊กที่นี่


ชำระเงินโดยคลิ๊กปุ่ม Paypal ด้่านล่างนี้

 

การแจ้งการโอนเงินชำระค่าบูชาครู

เมื่อ ท่านได้ชำระค่าครูบูชาฤกษ์แล้วกรุณาแจ้งการโอนเงินมาทาง SMS ที่หมายเลข 085-832-8228 หรือ e-mail แจ้งมาที่ kamol_jsk[@]hotmail.com หรือ Fax รายละเอียดมาที่ 0-2733-3585
หรือแจ้งการโอนเงิน ได้ที่เมนูหน้าเว็บไซด์หรือคลิ๊กที่นี่ "แบบฟอร์มแจ้งการโอนเงินค่าบูชาครู"

*** หมายเหตุการคำนวนดวงพิชัยสงครามนี้ เป็นคุณสมบัติและวิชาเฉพาะตัวของโหรฯเท่านั้น  หากผู้ที่จัดทำมิได้มีความรู้และศึกษาวิชาโหรหรือมีการครอบครูทางสายวิชาโหรที่ถูกต้องแล้ว จะไม่สามารถจัดสร้างดวงพิชัยสงครามได้ถูกต้องตามหลักวิชา ซึ่งก็อาจจะคำนวนผิดพลาดได้ และจะไม่เกิดผลดีใดใด ต่อดวงชาตาของผู้ผูกดวง และก็เป็นการผิดครูเสียด้วย ขอให้ท่านโปรดใช้วิจารณญาณ และพึงให้ความเคารพแก่บูรพาจารย์ทางสายวิชาโหรฯด้วย

หมายเหตุ 1)หากสงสัยว่าวิชาโหรฯมีการคำนวนดวงชาตาของฤกษ์ยามที่ละเอียดซับซ้อนและแตกต่างจากวิชาอื่นๆอย่างไร กรุณาอ่านบทความ โหราวิทยา บทที่ 4 การคำนวนกำลังดาวเคาระห์และเรือนชาตาโดยคลิ๊ก โหราวิทยาบทที่ 4 การคำนวณกำลังดาวเคราะห์และเรือนชาตา

หมายเหตุ 2) หากท่านเข้าใจว่าวิชาโหรฯเป็นวิชาที่งมงายไร้เหตุผล ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่มีหลักการ ขอให้ท่านเข้าไปศึกษา วิชาการคำนวณดวงชาตาของโหรฯเสียก่อน โดยคลิ๊ก การคำนวณดวงพิชัยสงคราม,คัมภีร์สุริยยาตร์และมานัตต์

 


ปาฎิหาริย์ของดวงพิชัยสงคราม


หลังการที่ทางอาศรมเรารับจัดสร้างดวงพิชัยสงคราม ผ่านมาประมาณปีแรกปีเดียว(พ.ศ.2554) ก็ได้รับแจ้งผลจากหลายๆท่านโดยเฉพาะในเรื่องการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง หลายท่านเห็นผลได้ชัดเจน(ได้ผลแม้แต่เพิ่งเริ่มทำการคำนวนยังไม่ได้ทำการจัดส่งออกไป) ส่วนบางท่านก็ให้คุณเรื่องการงานประสบผลสำเร็จ  บางท่านก็ได้โชคจากการเสี่ยงโชค และหลายท่านก็ได้โชคเรื่องยวดยานพาหนะ เช่นมีคนยกให้ มีคนซื้อให้ ฯลฯ บางท่านก็ได้บ้านใหม่ เท่าที่เห็นก็มีหลากหลาย แต่บางท่านก็เห็นผลชัดในเรื่องการแก้เคราะห์ จากร้ายกลายเป็นดี   

ในการจัดสร้าง มีขั้นตอนซับซ้อนมากมาย ตั้งแต่การเลือกเฟ้นฤกษ์ยาม ในการคำนวน การเลือฤกษ์ยามในการเขียนลงแผ่นยันต์ และการสวดคาถาบรรจุพุทธคุณ การอัญเชิญบารมีครูบาอาจารย์มาประสิทธิ์ประสาท ให้เกิดความขลังความศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ โดยเฉพาะการเขียนดวงชาตาลงในแผ่นยันต์ จะผิดพลาดไม่ได้เลย หากผิดแม้แต่ขั้นตอนเดียว หรือลงอักขระ ตัวอักษรผิดแม้ตัวเดียวก็ต้องเขียนใหม่หมด บางรายก็ต้องเปลี่ยนแผ่นยันต์ใหม่ 3-4 แผ่น /ดวง นับว่าไม่ง่าย ซึ่งในแผ่นดวงนี้ห้ามลบ ห้ามแก้ไข ใดใดทั้งสิ้นโดยเฉพาะดวงใครแรงๆ หรือเจ้ากรรมนายเวรแรงๆ เวลามาลงในแผ่นยันต์แล้ว แทบจะเรียกว่าต้องแก้กันใหม่หลายๆรอบ ทำเอาผมแทบจะอยากจะวางมือเลยจริงๆ  ต้องใช้สมาธิสูงมาก ต้องใช้สติกำกับอยู่ตลอดเวลา เผลอนิดเดียวก็ไม่ได้ เจ้ากรรมนายเวรเล่นเอาให้เขียนผิดจนได้  นี่ก็เป็นเหตุการณ์ปกติ  

ล่าสุดมีเหตุการณ์แปลกๆที่ผิดปกติอยู่สองราย รายแรกชื่อคุณจิรภัทร อยู่สุพรรณบุรี นี่เป็นเหตุการณ์เดือนที่แล้ว ผมส่งไปมาอยู่หลายรอบ เพราะหลังจากลงคาถาและเขียนอักขระลงไปเรียบร้อยแล้ว ทำการสอบทาน 2-3 รอบแล้วจัดส่ง ปรากฏว่าเมื่อไปถึงมือคุณจิรภัทรปรากฏว่า ตัวอักษรที่เป็นชื่อหายไปอย่างไร้ร่องรอย ผมก็เลยแจ้งให้ส่งกลับมาลงคาถาและลงอักขระเพิ่ม  เมื่อได้รับแล้วก็จัดส่งไปให้ใหม่ปรากฏว่า ตัวอักษรที่เขียนเวลาเกิด ว่าเกิดเวลาเท่าไหร่ หายไปทั้งแถบ หายไปแบบไร้ร่องรอย

และเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันนี้ 19 มีค 54 คุณธีรพัชร์ ที่จ.ร้อยเอ็ด ได้รับดวงพิชัยสงครามแล้วก็นำไปใส่กรอบบูชา เมื่อใส่กรอบแล้ว ปรากฏว่าอยู่ๆ ชื่อของคุณ"ธีรพัชร์"ตัว(ร์) หายไปเฉยๆ   เหลือเพียง"ธีรพัช" ก็เลยโทรมาบอกผมว่า อาจารย์เขียนชื่อผมแต่ลืมตัว( ร์ ) ผมก็เลนแจ้งว่า ไม่ลืมหรอก เพราะชื่อคุณผมเขียนไปหลายรอบ ผมจำได้ดี แล้วชื่อแบบนี้คนเขียนตกตัว (ร์) มันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้  ดวงคุณผมเปลี่ยนแผ่นยันต์ไป 3 แผ่น และสุดท้ายผมตรวจสอบดูแล้ว ตัวอักษรอยู่ครบ ไม่มีหายไป ตอนแรกผมว่ากะจะถ่ายรูปเอาไว้ด้วย แล้วผมก็เล่าเรื่องของคุณจิรภัทรให้ฟัง ว่ารายนั้นน่ะหายไปหลายรอบ สุดท้ายหายไปเป็นเกือบครึ่งบรรทัดเลย  สรุปว่าคุณธีรพัชร์ก็เข้าใจว่าคืออะไร ผมก็เลยให้ส่งกลับมาลงคาถาใหม่ ผมว่าเหตุการณ์แบบนี้ อาจจะมาจาก การปกป้องคุ้มครองดวงชาตาของดวงพิชัยฯ คือเมื่อเจ้าของดวงมีเหตุการณ์อะไรที่จะเป็นผลร้าย ดวงพิชัยก็เลยทำการขัดขวางเอาไว้ และแสดงนิมิตให้ปรากฏที่แผ่นดวง ตัวอักขระก็เลยหายไป หรือก็มาจากการลงคาถาไม่ครบ ตัวยันต์อาจจะวิ่งไม่ครบรอบ หรือเรียกว่าพลังลัดวงจร อันนี้ก็อาจจะเป็นไปได้  จริงๆแล้วผมไม่ใช่ผู้วิเศษอะไรที่จะเสกเป่าให้ได้ขนาดนั้น แต่คิดว่าคงเป็นเพราะบารมีครูอาจารย์ที่แสดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏ  เพื่อช่วยปัดเป่าเคราะห์กรรม และช่วยปกป้องจากพลังร้ายที่เรามองไม่เห็น

ที่ผ่านมาค่าครูดงพิชัยสงครามทั้งหมด หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วก็นำไปทำบุญทำกุศลทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ได้ทำเพื่อสร้างความร่ำรวยให้แก่ตัวเองก็หาไม่ ทั้งนี้ก็เพียงหวังจะสืบทอดและรักษาวิชาของครูอาจารย์แต่โบราณให้คงไว้ อีกทั้งให้ได้ประโยชน์ในการช่วยเหลือขจัดปัดเป่าทุกข์ภัย ให้กับคนที่มีบุญบารมีทีมีไว้ครอบครอง

ข้อมูลที่ได้รับแจ้งกลับมาในปี 2554 นี้(27 ธค 54) ปรากฎว่า หลายรายได้ผลทางเลื่อนยศ ฐานะตำแหน่ง มีชื่อเสียง หลายรายก็ได้ผลทางลาภลอย หรือก็ได้รถ ได้บ้าน จากที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็มีโอกาสได้ซื้อ หรือกู้ธนาคารผ่านแบบง่ายๆ บางรายก็มีโอกาสได้ชำระหนี้สินแบบทั้งๆที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน บางคนก็ขายบ้านได้ราคา ทั้งๆที่สภาพของบ้านไม่น่าจะขายได้ แต่ก็ยังได้ราคาดีบางรายศัตรูแพ้ภัยตัวเอง ต้องยอมแพ้ไปแบบง่ายๆ หรือคิดคดทรยศคุณท่าน ก็ประสบผลกรรมอย่างทันตาเห็น

แต่บางรายก็ได้สมบัติ ลาภลอยแบบฟรี เช่น พระอาจารย์ประสิทธิ์ (หลวงบัง) วัดนก กทม. ผมได้จัดทำดวงพิชัยสงครามถวายท่าน หลังจากนั้นไม่กี่เดือน  ก็มีโยมมาถวายรถเบ็นซ์ (มือ2) ให้กับท่าน อีกท่านหนึ่งเป็นครูอาจารย์ท่านหนึ่ง ผมได้ทำมอบให้ท่าน หลังจากนั้นไม่กี่วันท่านก็ได้เงินทองเข้ามาแก้ปัญหาทางการเงินให้ท่านแบบไม่คาดฝัน  เรื่องราวอัศจรรย์เหล่านี้ ก็มาการที่ท่านเหล่านั้น มีจิตเป็นกุศล หมั่นสวดมนต์ภาวนา หมั่นทำบุญ บริจาคทาน สมาทานศีล5 ไม่ขาดตกบกพร่อง มีสัจจะวาจา ผลแห่งสัจจะอฐิษฐานก็จะต้องสำเร็จผลในทุกๆคน ไม่มียกเว้น


ปาฎิหาริย์ (เมษายน 2555)

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซินแสชาติชาย ภาคอุดม จังหวัดบุรีรัมย์ได้เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ได้บูชาดวงพิชัยสงครามไปเมื่อปีที่แล้วได้กระทำการสวดบูชาสม่ำเสมอมิได้ขาด แม้แต่วันเดียวและก็ได้พบกับสิ่งดีๆเข้ามาตลอด ลูกศิษย์ลูกหาไปมาหาสู่มากมาย และทำการสิ่งใดก็มีคนมาช่วยสนับสนุนอย่าเต็มที่ และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซินแสได้ขับรถไปต่างจังหวัด และขณะขับกลับบ้านพอดีตกช่วงกลางคืน ถนนมืดมาก จนรถประสบอุบัติเหตุเกือบคว่ำตกข้างทาง แต่ก็มีเหตุการณ์ปาฏิหาริย์รถกลับพลิกขึ้นมาบนถนน และจอดนิ่งอยู่ และปลอดภัยดีทุกๆอย่าง และพอกลับถึงบ้านปรากฏว่าดวงพิชัยสงครามที่ได้บูชาอยู่นั้น เกิดอัศจรรย์ตัวอักขระได้หายไปอย่างไร้ร่อยรอย ทั้งที่เมื่อวานก็ยังเห็นได้ชัดเจนอยู่ ก็เชื่อได้ว่าคงเป็นอักขระยันต์พิชัยสงครามและการสวดบูชาสม่ำเสมอได้แสดงปาฎิหาริย์คุ้มครองให้ปลอดภัย และซินแสก็ได้ส่งรูปมาให้ผมดู ตามที่ได้ลงเอาไว้ ซึ่งปกติผมลงดวงพิชัยสงครามจะลงด้วยหมึกปากกาชนิดลบไม่ได้ (ปากกาเขียนแผ่นซีดี) ซึ่งก็ไม่น่าจะหายหรือเลอะเลือนไปได้เลย แต่ก็ต้องบันทึกเอาไว้ว่าเป็นปาฎิหาริย์อย่างหนึ่ง

พิธีกรรมการลงยันต์ดวงพิชัยสงครามของอาจารย์

1.การลงอักขระ เนื่องการลงดวงพิชัยสงคราม มีกรรมวิธีโดยเฉพาะของครูอาจารย์ในแต่ละสาย ซึ่งไม่เหมือนกัน คาถากำกับก็ไม่เหมือนกัน การลงอักขระ มีการลงแบบย่างตาม้าก็มี  เขียนลงจากบนลงล่างก็มี จากขวาไปซ้ายหรือซ้ายไปขาว จากล่างขึ้นบน หรือ จากดวงในเขียนออกไปดวงนอก ฯลฯ

2.การลงพระคาถา อันนี้มีแบบแผนว่าจะต้องเป็นอิติปิโสก่อนเป็นหลัก แล้ว ตามด้วพระคาถาต่างๆ ซึ่งจะไม่กลาวในที่นี้

3.การแก้พื้นดวงชาตา การตัดตัวเสียในดวง เช่นในดวงชาตาของตนบางคนมีดาวเคราะห์เสีย(ให้โทษ)ในดวงชาตา เช่น ดาวสำคัญตกในภพ อริ มรณะ วินาศน์ ดาวเคราะห์อยู่ในลักษณะเบียฬกัน (ให้โทษ) ดาวเจ้าเรือนลัคน์สถิตย์ในทุสถานะภพ ดาวเคราะห์ดับ(เป็นอัสตะ) ดาวเคราะห์สัปยุทธ์กัน (กุมกันสนิทองศา)  ดาวจันทร์เป็นหีนโทษ หรือ กษิณจันทร์ ดาวปาปเคราะห์ เช่น ราหู-เกตุ เบียฬพระเคราะห์สำคัญ ซึ่งตรงนีอาจารย์จะมีวิธีเสริมและแก้ไขไปทีละตัว ซึ่งบางรายอาจจะทำได้หมด แต่บางรายก็ทำได้เฉพาะบางตัว

4.แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับฤกษ์ยามในการลงอักขระเป็นสำคัญ หากฤกษ์ยามไม่ถูกต้องแล้ว การลงคาถาและอักขระก็ไม่เป็นผล เพราะฤกษ์ยามมงคลเป็นบาทฐานของพลังจากจักรวาลทั้งมวล อีกทั้งอาศรมฯเรามีการใช้ฤกษ์ยามชั้นสูงจากโหราศาสตร์พระเวทของพรามหณ์อันศักดิ์สิทธิ์ ในการหาฤกษ์ลงอักขระ อาจารย์จะใช้ฤกษ์ตามหลักคัมภีร์มูหูรตะเป็นหลักในการคำนวณฤกษ์ยามลงอักขระเป็นปฐม  และต้องหลีกเลี่ยงช่วงเวลาร้ายต่างๆ เช่น วันที่จันทร์เสวยฤกษ์ร้าย วันที่พระอาทิตย์ย้ายราศี(สุริยสังกรานมณะ) จันทร์ดับ(อมาวาสี) เวลาโยคร้าย กรณะร้าย ทุรมูหูรตะ วาชระยาม ยมกาล ราหูกาล คัณฑานตะกาล(ช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างกลางวัน-กลางคืน หรือเวลาหลังพระอาทิตย์ตกภายใน 48 นาที) วันที่คราส จันทคราส สุริยคราส ฯลฯ  ซึ่งทังหมดนี้ไม่สามารถลงอักขระดวงพิชัยสงครามได้เลย ดังนั้นอาจารย์ในการจัดทำจึงใช้เวลาค่อนข้างนานคือประมาณ 1เดือน หรือมากกว่า

ผลตอบรับจากผู้ที่นำไปบูชา

จากหลายปีที่ผ่านที่ได้ดวงพิชัยให้ผู้ที่ศัทธาในวิชาสายนี้นับร้อยๆราย ก็ปรากฏว่าได้ผลในเสริมดวงชาตาเกือบทุกๆคน ทั้งได้เลื่อนยศตำแหน่ง กิจการก้าวหน้า หายป่วยจากโรคร้าย ได้บริวารดี หรือ ได้งานที่ดีขึ้น รายได้มั่นคงขึ้น ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขได้โชภลาภ ลาภลอย ถูกรางวัลสลากกินแบ่ง ไปไหนก็มีแต่คนรักชอบ คนเชื่อถือคำพูดของเรมากขึ้น ฯลฯ

แต่ก็มีกรณีที่ไม่ได้ผลมีแจ้งมาเพียง 2-3 ราย(ใน 5ปี) เท่านั้นที่บอกว่ายังไม่ได้ผล เข้าใจว่าเจ้าตัวปฏิบัติไม่ครบ เช่น ว่าไม่รักษาสัจจะ หรือ ไม่สวดคาถา ก็เลยไม่ปรากฏผล หรือไม่ก็คาดหวังผลสูงจนเกินไป เช่น หวังจะถูกหวยรวยโชคเป็นล้านๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้

ความเชื่อผิดๆในดวงพิชัยสงคราม

ในบางกรณีคนก็เชื่อว่าดวงพิชัยสงครามสามารถสะเดาะเคราะห์แก้กรรมได้ทุกชนิด เช่น กรรมเรื่องคู่ครอง ความรัก รักสามเส้า โดยเฉพาะกรรมที่มาจากการทำแท้ง ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะสมัยโบราณไม่มีการทำแท้งโดยเจตนาเช่นสมัยนี้  และบูรพาจารย์ที่ได้ผูกวิชานี้ขึ้นไว้เพื่อเสริมดวง เสริมบารมีในด้านยศศักดิ์ และให้คุณด้านเอาชัยชนะต่อศัตรู เอาชนะด้านการแข่งขัน หรือ ทำให้ศัตรูกลายมาเป็นมิตร เสริมดวงบริวาร และป้องกันภัยต่างๆที่มองไม่เห็น เช่น พวกไสยศาสตร์ คุณไสย์ ศาสตร์มืด มนต์ดำเป็นต้น หรือให้โชคลาภ ด้านทรัพย์สินเงินทอง มีวาจาทำให้คนเชื่อถือ ทั้งก็ขึ้นอยู่กับวาสนาในพื้นดวงของเจ้าชาตาเองด้วย ซึ่งถ้าได้ปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ที่ให้ได้ทั้งหมด ผลดีจะปรากฏให้เห็นได้สมดังปรารถนาทุกประการ

ปัจฉิมลิขิต . อันนี้เป็นเรื่องอัศจรรย์ใจเป็นการส่วนตัวของอาจารย์ในการลงดวงพิชัยสงคราม คือ ในเรื่องลายมือในการเขียนอักขระในดวงพิชัยสงคราม มีหลายท่านชมมาว่าเขียนได้สวยมาก ซึ่งในความเป็นจริงลายมือของผม(อาจารย์) ไม่ใช่ลายมือสวยๆแบบที่เห็นในแผ่นดวง

คราวแรกที่ได้นิมิตมาจากครูอาจารย์ให้เริ่มดวงพิชัยนั้น ก็มีความกังวลเรื่องเรื่องลายมือของตัวเองเป็นอย่างมาก เพราะเป็นคนลายมือไม่สวย(อย่างยิ่ง) ก็เลยจะไปจ้างร้านศิลป์ หรือ พวกเก่งทางศิลป์เขียนให้ก่อนแล้วค่อยมาสวดทีหลัง แต่ปรากฏว่ากี่คนๆก็เขียนไม่ได้เลยแม้แต่แผ่นเดียว จนต้องเลิกทำไปพักใหญ่ แต่ผมทุกวันนี้ก็ยังเขียนไม่สวยเหมือนเดิม อันนี้ลูกศิษย์ใกล้ชิดจะรู้ดีในเรื่องลายมือ แต่เมื่อสวดคาถาจรดปากกาลงไป ลายมือผมก็เปลี่ยนเป็นลายมือของคนโบราณอย่างที่เห็น นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์มากๆ

เรื่องแปลกอีกอย่างหนึ่ง ในขณะเขียน เมื่อเราตั้งใจจะลงอักขระเลขใดเลขหนึ่งลงไป เช่น ต้องการจะเขียนเลข ๗ แต่มือกลับไปเขียนเป็นเลข ๒ (อันนี้บังคับมือไม่ได้) ในบางดวงชาตา เป็นอย่างนี้หลายๆครั้ง ปกตืเมื่อเขียนผิดไปแล้วก็จะลบไม่ได้เลยต้องทิ้งแล้วเริ่มต้นเขียนใหม่  แม้จะเขียนใกล้จบแล้วก็ตามก็ต้องกลับมานับหนึ่งใหม่ บางรายเขียนผิดไป 4- 5แผ่นก็มี ก็เลยหยุดมาตรวจดวงชาตาอีกครั้งปรากฏว่า ดวงคนนี้มีเจากรรมนายเวรแรง มีอุปสรรคมาก ครูอาจารย์ท่านก็เลยแสดงนิมิตให้ปรากฏแบบนี้ เพื่อให้เขียนช้ำในแผ่นใหม่ ลงคาถาใหม่อีกครั้ง

ตำนานดวงพิชัยสงคราม

นานมาแล้ววันเวลาได้ล่วงมาจนถึงครั้งหนึ่ง บ้านเมืองได้เกิดความระส่ำระส่ายด้วยข้าวยากหมากแพงเพราะดินฟ้าอากาศวิปริต ฝนไม่ต้องตามฤดูกาล ประชาชนพลเมืองได้รับความเดือดร้อนอดอยากถึงกับต้องปล้นสะดมกันกิน

ในการครั้งนั้น ทางฝ่ายข้าศึกเคลื่อนกำลังทัพมาประชิดเมืองไว้ ในยามนั้นก็ก่อความประหวั่นพรั่นกลัวแก่บรรดาประชาชนพลเมืองและเสนาข้า ราชการเป็นยิ่งนัก
ความเห็นส่วนใหญ่ลงมติว่าควรจะยอมแพ้แก้ข้าศึกเสียดี กว่า เพื่อจะได้ถนอมชีวิตข้าคนพลเมืองเอาไว้ แต่ทว่าทางฝ่ายทหารส่วนใหญ่ยังมีหัวใจเปี่ยมด้วยเลือดและวิญญาณของนักรบที่ หยิ่งในศักดิ์ศรีและมีความหวงแหนอธิปไตยชาติบ้านเมือง ฝ่ายทหารจึงต่างพากันคัดค้านความเห็นไม่ควรยอมแพ้แก่ข้าศึกอย่างแข็งขัน โดยทหารทุกคนยินดีจะยอมตาย ยึดถืออุดมคติว่า "ตัวตายดีกว่าชาติตาย"

องค์พระประมุขทรงเห็นชอบและสนับสนุนความคิดเห็นทางฝ่ายทหารและเพื่อเป็น การบำรุงขวัญทหาร พระองค์ได้ทรงมีพระราชโองการให้โหรจัดทำดวงชาติให้แก่แม่ทัพนายกองที่จะต้อง ทำหน้าที่คุมกำลังป้องกันชาติบ้านเมืองในครั้งสำคัญนี้ ทุกคนรักษาบูชาไว้ในพระนครซึ่งนิยมกันว่าศักดิ์สิทธ์และเป็นของสูงคู่ควร บูชาไว้แต่เฉพาะพระมหากษัตริย์

การรบได้ดำเนินไปในสภาพที่ด้อยกว่าข้าศึกทั้งกำลังคนและกำลังอาวุธ ผลจึงปรากฏว่า ในการประจัญบานแต่ละครั้ง ทหารหาญที่มีน้อยอยู่แล้วยิ่งลดน้อยถอยตัวลงไปอีกทุกครั้ง เพราะถูกลิดรอนทำลายลงด้วยกำลังของข้าศึกที่มีเหนือกว่าอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งความหวังที่พอมีอยู่บ้างในตอนต้นก็ทลายหายไปหมด ทหารทุกคนทุกหัวใจต่างก็มีแต่ความทอดอาลัยและรอคอยแต่ว่าเมื่อไรข้าศึกจะโหม กำลังเข้ามาบดขยี้ ทำลายให้สิ้นชาติสิ้นความเป็นไทยไปเท่านั้น

ครั้งแล้ว ก่อนนาทีสุดท้ายจะมาถึง สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดถึงก็ได้ปรากฏถึงเสียก่อนนั่นคือ เกิดความวิปริตท้องฟ้าและอากาศเกิดมหาวาตะอย่างรุนแรง พร้อมกับมีฝนกระหน่ำลงมาอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ติดต่อกันอยู่ถึงสามวันสามคืน จนกระทั่งน้ำเอ่อท่วมท้นสูงถึงคอ

เมื่อพายุและฝนสงบลงแล้ว ต่างคนต่างก็ได้เห็นภาพที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นก่อนแต่อย่างใด ภาพนั้นคือภาพค่ายทหารของข้าศึกพินาศภินทนาการไปหมด ด้วยอำนาจของลมพายุและกระแสน้ำ ช้าง ม้า และเหล่าทหารก็พลอยสูญชีวิตไปด้วยเป็นจำนวนมาก ที่ยังเหลือชีวิตก็อยู่ได้แต่ตะเกียกตะกายเพื่อให้รอดพ้นได้เพียงแต่ตัวไม่ มีใครมีกะจิตกะใจจะรบเอาชัยต่อไปหรือคิดห่วงใยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จมหายอยู่ ภายใต้น้ำอีกเลย

ในการที่บ้านเมืองรอดพ้นจากเงื้อมมือข้าศึกมาได้อย่างปาฏิหาริย์พร้อมด้วย แม่ทัพนายกองและทหารประสบชัยชนะอย่างอัศจรรย์ ทางฝ่ายข้าศึกก็ประสพความพิบัติกลับไปอย่างยับเยินในครั้งนั้น

ฉะนั้นจึงเป็นที่เชื่อถือกันว่า เนื่องจากอานุภาพแห่งการปฏิบัติบูชาดวงชาตาที่คำนวนบรรจุไว้ในมหายันต์พุทธมนต์นั้นโดยแท้ พระมหากษัตริย์ได้ทรงถือเอาเหตุมงคลครั้งนั้นมาพระราชทานนามแก่ดวงชาตานี้ ว่า"ดวงพิชัยสงคราม"

นับแต่กาลครั้งนั้นมา ดวงพิชัยสงครามก็เป็นสิ่งที่ปรารถนาที่ต่างคนต่างก็พยายามขวนขวายหากัน เพื่อเอาไว้บูชาเป็นศิริมงคลแก่ตนเอง อันที่เชื่อถือกันว่ามีอิทธิพลทั้งในเมตตามหานิยมและทางป้องกันภยันตรายต่าง ๆ แก่เจ้าชาตาผู้ยึดมั่นในการปฏิบัติบูชา

ดวงพิชัยสงครามนี้อันมีความหมายว่า”ดวงชนะศึก”แต่ดั้งเดิมมานิยมกันว่าเป็น ของสูงที่คู่ควรแต่เฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้นและเป็นที่รู้จักกันดีแต่ เฉพาะวงในคือในกรมโหรหลวงและในพระบรมมหาราชวังเท่านั้น

แต่เดิมทีดวงพิชัยสงครามนี้ท่านว่าหาได้มีชื่อดังที่เรียกขานกันเช่นใน ปัจจุบันนี้ไม่ ที่มีชื่อเรียกว่าดวงพิชัยสงครามมาจากตำนานดังกล่าว

หากดูกันเผิน ๆ จะเห็นว่ามีลักษณะเหมือนยันต์อันศักดิ์สิทธ์ทางไสยศาสตร์ เนื่องจากพฤฒาโหราจารย์ผู้แตกฉานเชี่ยวชาญในศาสตร์ทั้งสามคือ พุทธศาสตร์ ไสยศาสตร์ และ โหราศาสตร์ ได้กำหนดรูปดวงชาตานี้ขึ้น โดยการนำเอาพุทธมนต์มาชักเป็นพระคาถากำบังดวงชาตาไว้

ดวงพิชัยสงคราม...คือดวงชะตาที่ถูกผูกขึ้นอย่างละเอียด ที่สุดแบบจักรราศีซึ่งดวงพิชัยสงครามนี้อาจจะเป็นดวงชะตาของบุคคลหรือดวง ฤกษ์ในการกระทำการต่างๆอย่างใดอย่างหนึ่งได้ในสมัยก่อนนั้นผู้ที่จะมีดวง พิชัยสงครามได้นั้นจะต้องเป็นบุคคลระดับชั้นแม่ทัพหรือเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ขึ้นไปตลอดจนกระทั่งระดับพระมหากษัตริย์สามัญชนธรรมดาหาอาจมีดวงพิชัยสงคราม ได้ไม่ เพราะดวงนี้จะหาคนผูกเป็นได้ยากมากอีกทั้งใช้เวลาในการคำนวณมาก ระดับโหรชั้นอาจารย์ยังต้องใช้เวลาในการคำนวณถึง ๗วันจึงจะสำเร็จดังนั้นจึงจะค่อนข้างหาผู้ที่มีดวงพิชัยสงครามได้ยากมากใน ปัจจุบัน

 


 


 

ลักษณะของดวงพิชัยสงคราม


 

 

การผูกดวงพิชัยสงครามตามรูปด้านบนมีหลักในการผูกดังต่อไปนี้...
๑ .กำหนดให้ดวงราศีจักรอยู่กึ่งกลางยันต์พิชัยสงครามด้านบนของกระดาษใต้พระพุทธฉาย
๒.ใต้ยันต์พิชัยสงคราม จัดเป็นยันต์รูปบัลลังก์ อยู่กลางกระดาษและทำเป็นยันต์ลดหลั่นกันลงมา ๙ ชั้น
๓.เบื้อง ซ้ายชั้นล่างสุด ของยันต์รูปบัลลังก์เป็นหลักอินทภาส เบื้องขวาเป็นหลักบาทจันทร์ซึ่งหลักทั้งสองนี้โบราณยกย่องว่ามีความสำคัญสูง ท่านจึงให้สถิตย์ภายใต้เศวตฉัตร
๔.กรอบของยันต์พิชัยสงครามมีพระคาถาพระเจ้าสิบหกทิศปิดไว้ทุกทิศ

๑.ยันต์พิชัยสงครามทำล้อมกรอบดวงราศีจักร เพื่อให้คุ้มครองดวงชะตา มิให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแพ้วพานได้พระคาถาที่บรรจุในยันต์พิชัยสงครามนี้
ก็ คือ "พระอิติปิโสย่างตาม้า" และสำหรับทิศแม่ธาตุทั้งสี่ของดวงพิชัยสงคราม อันได้แก่ทวารทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลมไฟ จะมีคาถา นะ มะ พะ ทะ ปิดไว้
ส่วน ตามมุมต่างๆของดวงพิชัยสงครามเฉพาะที่ยันต์พิชัยสงครามมีช่องโหว่อยู่ ๑๖ ช่องก็ได้บรรจุพระคาถาพระเจ้าสิบหกทิศปิดไว้ทุกช่อง
โดยพระ
คาถาดังกล่าวนี้คือ "นะมะนะอะ นอกอนะกะ กอออนออะ นะอะกะอัง"

๒.พระอิติปิโสแปดทิศกรอบนอกของดวงพิชัยสงครามได้บรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ป้องกันภัยพิบัติไว้ทั้งแปดทิศด้วยกันซึ่งก็คือพระคาถาอิติปิโสแปดทิศ

๓.พระคาถาอื่นๆนอกจากพระคาถาดังกล่าวแล้วในดวงพิชัยสงครามยังอาจจะบรรจุพระคาถาอื่นๆลงไปได้อีกเช่นพระนวหรคุณเก้า, หัวใจพระอภิธรรมหรือพระธรรมเจ็ดคัมภีร์, พุทธรักษา, ธรรมรักษา, สังฆรักษา, ปิตารักษาและอินทรักษา, พรหมรักษา, เทวดารักษา, มาตารักษาเป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการจั ดสร้างดวงพิชัยสงครามขึ้นมาดวงหนึ่งนั้นจะต้องใช้เวลา และความรู้ความสามารถเป็นอย่างสูงอีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงพระคาถาที่จารึกใน ดวงพิชัยสงครามจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าดวงพิชัยสงครามจัดสร้างขึ้นเพื่อ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ทำหน้าที่คุ้มครองรัก ษาเจ้าของดวงชะตาให้แคล้วคลาด ปลอดภัยจากภยันอันตรายต่างๆดังนั้นถ้าผู้ใดมีดวงพิชัยสงครามเป็นของตัวเองก็ จงหมั่นบูชาและภาวนาตามคาถาด้านล่างนี้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง...

 

 


 

พระคาถาบูชาดวงพิชัยสงคราม

(ตั้งนะโม ๓ จบ)
"นะโม เม สัพ
พะเทวานัง สัพพะคะระหะ จะ เทวานัง สุริยัญ จะ ปะมุญจะถะ ศศิ ภุมโมจะเทวานัง วุโธ ลาภัง ภะวิสสะติ ชีโว ศุกะโร จะ มหาลาภัง โสโร ราหูเกตุ จะมหาลาภัง สัพพะภะยัง วินาสสันติ สัพพะทุกขัง วินาสสันติ สัพพะโรคัง วินาสสันติลักขะณา อะหัง วันทามิ สัพพะทาสัพพะเทวามัง ปาละยันตุ สัพพะทา เอเตนะมังคะละเตเชนะ สัพพะโสตถีภะ วันตุ เมฯ"
__________________

คาถาอิติปิโสแปดทิศ
อิระชาคะตะระสาฯ ชื่
อกระทู้เจ็ดแบก ด้านบูรพา

กระทู้เจ็ดแบก อาจารย์จําแนกไว้บูชา เสกข้าวกินทุกวัน อาจป้องกันเครื่องศาสตรา อนึ่งภาวนา แล้วหันหน้าสู่ช้างสาร อาจหักงวงคชา ด้วยพลาอันห้าวหาญ มีกําลังเหลือประมาณ ยิ่งช้างสารอันตกมัน ฤษีทั้ง7องค์ ท่านดํารงอยู่ทิศนั้น เมื่ออภิวันท์ หันพักตร์นั้นทางทิศบูรพา
ติหังจะโตโรถินังฯ ชื่อฝนแสนห่าด้านอาคเนย์

อาคเนย์ฝนแสนห่า ใช้ภาวนาคราเดินทาง ถึงเดินสิ้นทั้งวัน เรื่องนํ้านั้นอย่าระคาง เสกหมากรับประทานพลาง สิบห้าคําอ้างกินเรื่อยไป แม้นใคร่ให้มีฝน อย่าร้อนรนจงใจเย็น ให้เสกไส้เทียนชัย เสกให้ได้แสนเก้าพัน แล้วให้นึกเทเวศ ผู้เรืองเดชในสวรรค์ อิทรพรหมสิ้นด้วยกัน ตลอดจนถึงชั้นอะกะนิฏฐ์ ฝนก็จะตกหนัก เพราะอารักษ์อันศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามีโรคอันวิปริต จงพินิจพิจารณา เอาทํานํ้ามนต์ แล้วพรํ่าบ่นด้วยคาถา เสกพ่นสัก7ครา มิทันช้าก็จักหาย อาคเนย์นามทิศศา จงหันหน้าไปโดยหมาย เคารพครูบรรยาย แล้วจึงร่ายคาถาเอย
ปิสัมระโร ปุสัตพุทฯ ชื่อนารายณ์กลืนสมุทรด้านทักษิณ

นารายณ์กลืนสมุทร์ ฤทธิรุททิศทักษิณ เรื่องฝีเกลื่อนหายสิ้น ไม่ต้องกินเสกพริกไทย เจ็ดเม็ดเสกเจ็ดหน แล้วจงพ่นลงทันใด สามครั้งก็จะหาย สมดังใจจํานง อนึ่งใช้เสกปูน สําหรับสูญฝีหัวลง มิช้าฝีก็คง ยุบย่อลงในบัดใด ภาวนาลงกระดาษ อย่าประมาทจงตั้งใจ ฟั่นเทียนเอาทําไส้ เทียนนั้ นไซร้หนึ่งบาทหนา ลงคาถาล้อมให้รอบ ตามระบอบอย่ากังขา เท่ากําลังเทวดา ตามชันษาผู้เป็นไข้ แล้วจุดบูชาพระ อย่าได้ละภาวนาไป มิช้าไข้นั้นไซร้ จะหายดังปลิดทิ้ง
โสมานะกะริถาโทฯ ชื่อ
นารายณ์พลิกแผ่นดินด้านหรดี

หรดีพึงสําเหนียก มีชื่อเรียกเป็นสองอย่าง คือนารายณ์คลายจักรอ้าง กับอีกทั้งพลิกแผ่นดิน มีฤทธิ์และศักดา ทั้งเดชาและโกสินทร์ ภาวนาเป็นอาจิณ ยํา เกรงสิ้นเหล่าศัตรู รําลึกแต่ในใจ ข้าศึกไซร้ปืนสู้ หย่อนกําลังพรั่งพรู ไม่คิดสู้เราต่อไป ถึงแม้คนใจกล้า พอเห็นหน้าก็อ่อนไป ครูเฒ่าท่านสอนไว้ แม้สิ่งใดมีประสงค์ สิ่งนั้นพลันต้องได้ สมดังใจจํานง เพราะคาถาเป็นมั่นคง อย่างวยงงจงบูชา คุณครูผู้บรรยาย ท่านเร่ย้ายหรดีทิศา เมื่อจะภาวนา จงหันหน้าทางนั้นเอย
ภะสัมสัมวิสะเทภะฯ ชื่อ
ตวาดหิมพานต์ ด้านประจิม

ทิศประจิมนามประหลาด ชื่อตวาดหิมพานต์ มีเดชอันห้าวหาญ ดุจช้างสารไม่กลัวตาย พบช้างและปะเสือ ที่ดุเหลือทั้งโคควาย อีกทั้งโจรดุร้าย ก็อย่าได้นึกกลัวมัน จงนิ่งภาวนา พระคาถาไปฉับพลัน เป็นมหาจังงังอัน วิเศษยิ่งอย่ากริ่งใจ สัตว์ร้ายและคนพาล ไม่อาจหาญเข้ามาใกล้ ให้แคล้วให้คลาดไป จงท่องไว้ทั้งเช้าคํ่า อนึ่งเมื่อภาวนา จงหันหน้าอย่าถลํา ทิศประจิมจงจดจํา ดังแนะนําดังนั้นเอย
คะพุทปันทูทัมวะคะฯ ชื่อนารายณ์กลืนจักร ด้านพายัพ

พายัพนามทิศ มหิทฤทธิ์นั้นมากนัก ชื่อว่านารายณ์กลืนจักร์ มีฤทธิ์ศักดิ์นั้นย้อนยอก ครูเฒ่าท่านกล่าวมา ถ้าแม้นลูกไม่ออก เอานํ้าใส่ขันจอก แล้วเปล่งออกซึ่งวาจา เสกนํ้าทํานํ้ามนต์ ร้อยแปดหนด้วยคาถา ให้กินอย่ารอช้า พรหมกายาตลอดศรีษ์ บุตรน้อยจะค่อยเคลื่อน ขยับเขยื้อนเคลื่อนอินทรีย์ สะเดาะเสกวารี หากไม่มีนํ้ากระสาย จงเป่าด้วยคาถา ไม่ทันช้าหลุดกระจาย ครูประสิทธิ์บรรยาย ท่านเร่ย้ายอยู่พายัพ เพื่อเป็นการคํานับ ตามตําหรับอาจารย์เอย
วาโธโนอะมะมะวาฯ ชื่อนารายณ์ขว้างจักรด้านอุดร

นารายณ์ขว้างจักร์นี้เลิศลบ อีกนามหนึ่งตรึงไตรภพ สองชื่อย่อมลือจบ ทั่วพิภพเรืองเดชา ภาวนาสูดลมไป ว่าให้ได้สักสามครา คอยดูที่ฉายา ถ้าเห็นเงาว่าหาย ไป ครานั้นจงชื่นชม คนนับหมื่นหาเห็นไม่ บังตาหายตัวได้ ครูกล่าวไว้เร่งบูชา หันพักตร์สู่อุดรทิศ แล้วตั้งจิตภาวนา ตามบทพระคาถา ที่กล่าวมาแต่ต้นเอย
อะวิชสุนุตสานุสติฯ ชื่อนารายณ์ถอดรูปหรือแปลงรูป ด้านอีสาน

อิสานนามแถลง นารายณ์แปลงรูปโดย หมาย ภาวนาอย่าระคาย ศัตรูร้ายแปลกเราไป เมื่อจะเสดาะแล้วไซร้ เสกให้ได้ร้อยแปดคาบ ตั้งใจให้แน่วแน่ ครั้นถ้วนแล้วเป่ากระหนาบ ต้องหลุดอย่างราบคาบ ได้เคยปราบเห็นประจักษ์ ถ้าชอบทางเสน่ห์ ทําเป็นเล่ห์ให้เขารัก นํ้าหอมอย่าหอมนัก จงรู้จักที่อย่างดี แล้วเสกให้บ่อยๆ อย่างน้อยๆ108ที แล้วเก็บไว้ให้ดี ถึงคราวที่จะต้องใช้ เสกอีกสักเจ็ดหน ประกายตนแล้วจึงไป เป็นเสน่ห์แก่ผู้ใช้ ทั้งหญิงชายทุกภาษา ไม่ว่าคนชั้นไหน แต่พอได้เห็นพักตรา ให้รักด้วยเมตตา ประหนึ่งว่าเป็นลูกหลาน แคล้วคลาดเหล่าศัตรู สิ้นทั้งหมู่อันธพาล ครูอยู่ทิศอิสาน จงนมัสการและบูชาเอย

 

สิทธิการิยะ อุปเท่ห์พระอิติปิโส 8 ทิศนี้ มีอาณุภาพมากหลาย
ป้องกันได้สารพัดตามใจปรารถนา พระอาจารณ์เจ้ากล่าวไว้ว่า
ฝอยท่วมหลังช้างแล มีอุปเทห์มากมายเหลือจะพรรณนา จะกล่าวไว้ย่อๆดังนี้

“แม้นจะยาตราไปทางสารทิศใด ให้ภาวนาพระคาถาประจำทิศ ตามทิศที่จะไปนั้น
หรือทำน้ำมนต์ลูบหน้า หรือ ประพรมพาหนะ ที่จะไปนั้นจะปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวงไม่มีมารบกวนเลยป้องกันได้สารพัดแม้ว่าทิศที่จะไปนั้นจะต้องผีหลวง หรือ หลาวเหล็ก ก็ดี( ทิศที่ร้ายตามตำราโหราศาสตร์ )
คุ้มกันได้สิ้น ไปสงครามก็จะมีชัยชนะไปทำมาค้าขายก็จะกำไร เจริญรุ่งเรือง บังเกิดลาภผลพูนทวี จะลงเป็นประเจียดป้องกันศาสตราอาวุธก็ได้

ทั้งเป็นเสน่ห์แก่ฝูงชนทั่วไป เขียนบูชาไว้กับบ้านเรือน ป้องกันภัยอันตรายได้ทุกอย่าง ถ้าจะไปนอนกลางป่าให้เสกก้อนดินไปวางไว้ตามทิศ เมื่อจะวางทิศไหนให้เสกด้วยคาถาประจำทิศนั้นอีก ทิศล่ะ 8 จบกันสารพัด สัตว์ร้าย เปรียบประดุจมีกำแพงแก้วไว้คุ้มกันตนไว้ถึง 7 ชั้นถึงแม้จะถูกข้าศึกโจรผู้ร้ายล้อมไว้ก็ดี จะหักออกทางทิศไหนให้ภาวนา คาถาประจำทิศนั้นเถิด แล้วค่อยหักออกมา”

ยันต์บารมีพระพุทธเจ้า

อานุภาพของยันต์ ยันต์นี้ลงไว้ที่นอนหรือติ ดไว้ที่บ้าน ป้องกันได้สารพัด ทั้งภูตผี ปีศาจ วิญญาณร้าย ปกป้องรักษาคุ้มกันภัยอันตรายทั้งปวง ยันต์นี้สามารถใช้สะกดผีได้ เมื่อลงแล้วให้ปลุกเสกด้วยพระคาถาสัมพุทเธ

สัมพุทเธ อัฏฐะวีสัญจะ ทวาทะสัญจะ สะหัสสะเก ปัญจะสะตะสะหัสสานิ นะมามิ สิระสา อะหัง
เตสัง ธัมมัญจะ สังฆัญจะ อาทะเรนะ นะมามิหัง นะมะการานุภาเวนะ หันตวา สัพเพ อุปัททะเว
อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต ฯ

สัมพุทเธ ปัญจะปัญญาสัญจะ จะตุวีสะติสะหัสสะเก
ทะสะสะตะสะหัสสานิ นะมามิ สิระสา อะหัง
เตสัง ธัมมัญจะ สังฆัญจะ อาทะเรนะ นะมามิหัง นะมะการานุภาเวนะ หันตวา สัพเพ อุปัททะเว
อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต ฯ

สัมพุทเธ นะวุตตะระสะเต อัฏฐะจัตตาฬีสะสะหัสสะเก
วีสะติสะตะสะหัสสานิ นะมามิ สิระสา อะหัง
เตสัง ธัมมัญจะ สังฆัญจะ อาทะเรนะ นะมามิหังนะมะการานุภาเวนะ หันตวา สัพเพ อุปัททะเว
อะเนกา อันตะรายาปิ วินัสสันตุ อะเสสะโต ฯ

 

 

 

ยันต์คาถาคุณพระพุทธเจ้า56

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.

๑. อิ. อิฏโฐ สัพพัญญุตัญญานัง อิจฉันโต อาสะวักขะยังอิฏฐัง ธัมมัง อะนุปปัตโต อิทธิมันตัง นะมามิหัง ,๒. ติ. ติณโณ โย วัฏฏะทุกขัมหา ติณณัง โลกานะมุตตะโมติสโส ภูมี อะติกกันโต ติณณะโอฆัง นะมามิหัง ,๓. ปิ. ปิโย เทวะมะนุสสานัง ปิโยพรหมานะมุตตะโมปิโย นาคะสุปัณณานัง ปิณินทริยัง นะมามิหัง ,๔. โส. โสกา วิรัตตะจิตโต โย โสภะนาโม สะเทวะเกโสกัปปัตเต ปะโมเทนโต โสภะวัณณัง นะมามิหัง ,๕. ภะ. ภะชิตา เยนะ สัทธัมมา ภัคคะปาเปนะ ตาทินาภะยะสัตเต ปะหาเสนโต ภะยะสันตัง นะมามิหัง ,๖. คะ. คะมิโต เยนะ สัทธัมโม คะมาปิโต สะเทวะกังคัจฉะมาโน สิวัง รัมมัง คะตะธัมมัง นะมามิหัง ,๗. วา. วานา นิกขะมิ โย ตัณหา วาจัง ภาสะติ อุตตะมังวานะ นิพพาปะ นัตถายะ วายะมันตัง นะมามิหัง

๘. อะ. อะนัสสา สะกะสัตตานัง อัสสาสัง เทติ โย ชิโนอะนันตะคุณะสัมปันโน อันตะคามิง นะมามิหัง ,๙. ระ. ระโต นิพพานะสัมปัตเต ระโต โย สัตตะโมจะเนรัมมาเปตีธะ สัตเต โย ระณะจัตตัง นะมามิหัง ,๑๐. หัง. หัญญะติ ปาปะเก ธัมเม หังสาเปติ ปะรัง ชะนังหังสะมานัง มะหาวีรัง หันตะปาปัง นะมามิหัง ,๑๑. สัม. สังขะตาสังขะเต ธัมเม สัมมา เทเสสิ ปาณินังสังสารัง สังวิฆาเฏติ สัมพุทธันตัง นะมามิหัง ,๑๒. มา. มาตาวะ ปาลิโต สัตเต มานะถัทเธ ปะมัททิโตมานิโต เทวะสังเฆหิ มานะฆาฏัง นะมามิหัง ,๑๓. สัม. สัญจะยัง ปาระมี สัมมา สัญจิตะวา สุขะมัตตะโนสังขารานัง ขะยัง ทิสวา สันตะคามิง นะมามิหัง ,๑๔. พุท. พุชฌิตวา จะตุสัจจานิ พุชฌาเปติ มะหาชะนังพุชฌาเปนตัง สิวัง มัคคัง พุทธะเสฏฐัง นะมามิหัง ,๑๕. โธ. โธติ ราเค จะ โทเส จะ โธติ โมเห จะ ปาณินังโธตะเกลสัง มะหาปุญญัง โธตาสะวัง นะมามิหัง ,๑๖. วิช. วิเวเจติ อะสัทธัมมา วิจิตะวา ธัมมะเทสะนังวิเวเก ฐิตะจิตโต โย วิทิตันตัง นะมามิหัง ,๑๗. ชา. ชาติธัมโม ชะราธัมโม ชาติอันโต ปะกาสิโตชาติเสฏเฐนะ พุทเธนะ ชาติมุตตัง นะมามิหัง ,๑๘. จะ. จะเยติ ปุญญะสัมภาเร จะเยติ สุขะสัมปะทังจะชันตัง ปาปะกัมมานิ จะชาเปนตัง นะมามิหัง ,๑๙. ระ. ระมิตัง เยนะ นิพพานัง รักขิตา โลกะสัมปะทาระชะโทสาทิเกลเสหิ ระหิตันตัง นะมามิหัง

๒๐. ณะ. นะมิโตเยวะ พรหเมหิ นะระเทเวหิ สัพพะทานะทันโต สีหะนาทัง โย นะทันตัง ตัง นะมามิหัง ,๒๑. สัม. สังขาเร ติวิเธ โลเก สัญชานาติ อะนิจจะโตสัมมา นิพพานะสัมปัตติ สัมปันโน ตัง นะมามิหัง ,๒๒.ปัน. ปะกะโต โพธิสัมภาเร ปะสัฏโฐ โย สะเทวะเกปัญญายะ อะสะโม โหติ ปะสันนัง ตัง นะมามิหัง ,๒๓. โน. โน เทติ นิระยัง คันตุง โน จะ ปาปัง อะการะยิโน สะโม อัตถิ ปัญญายะ โนนะธัมมัง นะมามิหัง ,๒๔. สุ. สุนทะโร วะระรูเปนะ สุสะโร ธัมมะภาสะเนสุทุททะสัง ทิสาเปติ สุคะตันตัง นะมามิหัง ,๒๕. คะ. คัจฉันโต โลกิยา ธัมมา คัจฉันโต อะมะตัง ปะทังคะโต โส สัตตะโมเจตุง คะตัญญาณัง นะมามิหัง ,๒๖. โต. โตเสนโต วะระธัมเมนะ โตสัฏฐาเน สิเว วะเรโตสัง อะกาสิ ชันตูนัง โตละจิตตัง นะมามิหัง ,๒๗. โล. โลเภ ชะหะติ สัมพุทโธ โลกะเสฏโฐ คุณากะโรโลเภ สัตเต ชะหาเปติ โลภะสันตัง นะมามิหัง ,๒๘. กะ. กันโต โย สัพพะสัตตานัง กัตวา ทุกขักขะยัง ชิโนกะเถนโต มะธุรัง ธัมมัง กะถาสัณหัง นะมามิหัง ,๒๙. วิ. วินะยัง โย ปะกาเสติ วิทธังเสตวา ตะโย ภะเววิเสสัญญาณะสัมปันโน วิปปะสันนัง นะมามิหัง ,๓๐. ทู. ทูเส สัตเต ปะหาเสนโต ทูรัฏฐาเน ปะกาสะติทูรัง นิพพานะมาคัมมะ ทูสะหันตัง นะมามิหัง

 

๓๑. อะ. อันตัง ชาติชะราทีนัง อะกาสิ ทิปะทุตตะโมอะเนกุสสาหะจิตเตนะ อัสสาเสนตัง นะมามิหัง ,๓๒. นุต. นุเทติ ราคะจิตตานิ นุทาเปติ ปะรัง ชะนังนุนะ อัตถัง มะนุสสานัง นุสาสันตัง นะมามิหัง ,๓๓. ตะ. ตะโนติ กุสะลัง กัมมัง ตะโนติ ธัมมะเทสะนังตัณหายะ วิจะรันตานัง ตัณหาฆาฏัง นะมามิหัง ,๓๔. โร. โรเสนโต เนวะ โกเปติ โรเสเหวะ นะ กุชฌะติโรคานัง ราคะอาทีนัง โรคะหันตัง นะมามิหัง ,๓๕. ปุ. ปุณันตัง อัตตะโน ปาปัง ปุเรนตัง ทะสะปาระมีปุญญะวันตัสสะ ราชัสสะ ปุตตะภูตัง นะมามิหัง ,๓๖. ริ. ริปุราคาทิภูตัง วะ ริทธิยา ปะฏิหัญญะติริตตัง กัมมัง นะ กาเรตา ริยะวังสัง นะมามิหัง ,๓๗. สะ. สัมปันโน วะระสีเลนะ สะมาธิปะวะโร ชิโนสะยัมภูญาณะสัมปันโน สัณหะวาจัง นะมามิหัง

๓๘. ทัม. ทันโต โย สะกะจิตตานิ ทะมิตะวา สะเทวะกังทะทันโต อะมะตัง เขมัง ทันตินทริยัง นะมามิหัง ,๓๙. มะ. มะหุสสาเหนะ สัมพุทโธ มะหันตัง ญาณะมาคะมิมะหิตัง นะระเทเวหิ มะโนสุทธัง นะมามิหัง ,๔๐. สา. สารัง เทตีธะ สัตตานัง สาเรติ อะมะตัง ปะทังสาระถี วิยะ สาเรติ สาระธัมมัง นะมามิหัง ,๔๑. ระ. รัมมะตาริยะสัทธัมเม รัมมาเปติ สะสาวะกังรัมเม ฐาเน วะสาเปนตัง ระณะหันตัง นะมามิหัง ,๔๒. ถิ. ถิโต โย วะระนิพพาเน ถิเร ฐาเน สะสาวะโกถิรัง ฐานัง ปะกาเสติ ถิตัง ธัมเม นะมามิหัง

๔๓. สัต. สัทธัมมัง เทสะยิตวานะ สันตะนิพพานะปาปะกังสะสาวะกัง สะมาหิตัง สันตะจิตตัง นะมามิหัง ,๔๔. ถา. ถานัง นิพพานะสังขาตัง ถาเมนาธิคะโต มุนิถาเน สัคคะสิเว สัตเต ถาเปนตัง ตัง นะมามิหัง ,๔๕. เท. เทนโต โย สัคคะนิพพานัง เทวะมะนุสสะปาณินังเทนตัง ธัมมะวะรัง ทานัง เทวะเสฏฐัง นะมามิหัง,๔๖. วะ. วันตะราคัง วันตะโทสัง วันตะโมหัง อะนาสะวังวันทิตัง เทวะพรหเมหิ มะหิตันตัง นะมามิหัง ,๔๗. มะ. มะหะตา วิริเยนาปิ มะหันตัง ปาระมิง อะกามะนุสสะเทวะพรหเมหิ มะหิตันตัง นะมามิหัง

๔๘. นุส. นุนะธัมมัง ปะกาเสนโต นุทะนัตถายะ ปาปะกังนุนะ ทุกขาธิปันนานัง นุทาปิตัง นะมามิหัง ,๔๙. สา. สาวะกานังนุสาเสติ สาระธัมเม จะ ปาณินังสาระธัมมัง มะนุสสานัง สาสิตันตัง นะมามิหัง ,๕๐. นัง. นันทันโต วะระสัทธัมเม นันทาเปติ มะหามุนินันทะภูเตหิ เทเวหิ นันทะนียัง นะมามิหัง ,๕๑. พุท. พุชฌิตาริยะสัจจานิ พุชฌาเปติ สะเทวะกังพุทธะญาเณหิ สัมปันนัง พุทธัง สัมมา นะมามิหัง ,๕๒. โธ. โธวิตัพพัง มะหาวีโร โธวันโต มะละมัตตะโนโธวิโต ปาณินัง ปาปัง โธตะเกลสัง นะมามิหัง

๕๓. ภะ. ภะยะมาปันนะสัตตานัง ภะยัง หาเปติ นายะโกภะเว สัพเพ อะติกกันโต ภะคะวันตัง นะมามิหัง,๕๔. คะ. คะหิโต เยนะ สัทธัมโม คะตัญญาเณนะ ปาณินังคะหะณิยัง วะรัง ธัมมัง คัณหาเปนตัง นะมามิหัง ,๕๕. วา. วาปิตัง ปะวะรัง ธัมมัง วานะโมกขายะ ภิกขุนังวาสิตัง ปะวะเร ธัมเม วานะหันตัง นะมามิหัง ,๕๖. ติ. ติณโณ โย สัพพะปาเปหิ ติณโณ สัคคา ปะติฏฐิโตติเร นิพพานะสังขาเต ติกขะญาณัง นะมามิหัง ,ฉัปปัญญาสะ พุทธะคาถา พุทธะคุณา สุคัมภิราเอเตสะมานุภาเวนะ โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา.

 

 

คุณพระพุทธเจ้า 56 พระคาถานี้ เป็นอักขระ 1792 คุณพระเจ้า 38 พระธรรมคาถานี้ เป็นอักขระ 1216 คุณพระสังฆเจ้า 14 พระคาถานี้ เป็นอักขระ 448 ประสมกันเข้าเป็นอักขระ 3456 พระรัตนมาลานี้ ถ้าผู้ใดพบ ให้หาอุปเทศ(คำสั่งสอน-ชี้แจง-แนะนำ)เอาเถิด ถ้าจะนิราศเหาะเหินเดินอากาศ และชำแรกแทรกภูเขาไปประการใด จะสำเร็จความปรารถนาชั่วนี้ชั่วหน้า กันภัยอันตรายทั้งปวง บุคคลผู้ใดพบพระคาถานี้ เหมือนได้พบพระเจ้าจริงแท้อย่าสนเท่ห์  ถ้าผู้ใดมิได้พบว่าเหยียบดินผิดเลย ฯ

อิ-กันหอก ดาบ แหลน หลาว ,ติ-กันผี ปีศาจทั้งปวง ,ปิ-เสกกะแจะน้ำมันหอม หมากพลูสารพัด กินเป็นเสน่ห์แก่เทวดาทั้งปวง ,โส-ให้บรรเทาทุกข์โศกทั้งปวงแล ,ภะ-กันศัตรูทำร้ายมิได้เลย ,คะ-ให้บรรเทาโรคาพยาธิทั้งปวงแล ,วา-กันโจรแลผู้ร้าย ทำร้ายมิได้เลย ,อะ-กันเสือแลจรเข้,ระ-กันกระทำคุณผี แลคุณคน แลสารพัดทั้งปวง,หัง-เข้าสู่ณรงค์สงครามแล ,สัม-ถ้าจะเข้าสู่ณรงค์สงคราม หาผู้ทำร้ายมิได้แล ,มา-ถ้าคนแข็งกระทำให้อ่อน ,สัม-เสกสมั่งกินมีปัญญา ,พุท-ถ้าเสนียดจัญไร อุปัทวภัยทั้งปวงโธ-กันช้างกับสัตว์ร้ายทั้งปวงที่มาประจญ ,วิช-กันศัตรูพ่ายแพ้ ทำให้เขามีเมตตาจิต ,ชา-กันกระทำ จะไปทิศานุทิศใดๆคนไม่ทำร้าย ,จะ-สระหัวหายถ้อยความ ไม่เป็นเหตุให้วิวาทใครๆ ลระ-กันเสนียดจัญไรทั้งปวง

ณะ-กันห่าลงแล ,สัม-เป็นเสน่ห์ ,ปัน-กันภูตแลผี ,โน-กันช้าง ,สุ-กันกระทำแล และอาคมทั้งปวง ,คะ-ค้าขายกินทั้งปวง ,โต-เข้าสู่ขุนนาง ท้าวพระยาทั้งปวง มีความสวัสดีโล-ให้ศัตรูเป็นมิตร ,กะ-เสกข้าวสารซัดผีเข้า,วิ-แข่งพนันสารพัด ,ทู-จะไปก็ดี จะอยู่ก็ดี ,อะ-ให้ศัตรูมันยินดี ,นุต-กันหลับแล ,ตะ-เสกปลูกสารพัดทั้งปวง ,โร-กันภัยเมื่อจะมีที่ไปแล ,ปุ-กันจรเข้ และแมลงป่องแล ,ริส-เข้าไปกระทำองอาจ ในท่ามกลางคนทั้งปวง ,สะ-สวดทุกวัน เทวดามาฟังแสนหนึ่ง ,ทัม-เสกผ้าโพกหัว นุ่งห่ม 1 ที ,สะ-กันอาถรรพ์ และกระทำอาเพทและ อาคม ,ระ-กันเสือและควาย ช้าง ,ถิ-เสกข้าวกินคง(กระพัน)

สัต-กันโจรผู้ร้าย จะกระทำมิได้เลย ,ถา-ภาวนาเข้าไปในสงคราม ,เท-เสกเทียนเป็นสวัสดี 19 คาบ ,วะ-เสกดอกไม้ทัดเป็นเสน่ห์ ,มะ-ขึ้นช้างลงม้า ขึ้นเรือนลงเรือน 12 คาบนุส-ขึ้นช้างลงม้า มีตะบะเดชะ ,สา-เสกเมื่อกินเส้น 11 ที ,นัง-เสกประคำสังวาลย์ ,พุท-ให้ว่าเมื่อเข้าบ้านเข้าเมือง กันภัยทั้งปวง ,โธ-เสกทั้งปวง ,ภะ-เสกอาวุธทั้งปวง ,คะ-ไปสู่พระยา สมณะ พราหมณาจารย์แล ,วา-เข้าสู่คนแข็งก็อ่อน ,56 พระคาถานี้พระรัตนมาลา.......

อักขระ และพระคาถานี้ ชื่อ อันตะ คุณัง เป็นที่ประเสริฐยิ่งในไตรภพทั้ง 3 หาที่สุดมิได้ ถ้าบุคคลผู้ใดพบพระคาถานี้แล้ว ได้เล่าได้เรียน เป็นคุณอันประเสริฐ ให้รำลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า เมื่อเช้าให้ว่า 108 จบ เมื่อค่ำ 108 จบ เป็นนิตย์ทุกวัน เทวดารักษา หาเป็นอันตรายไม่เลย และราชภัย แลอัคคีภัย แลโจรภัย จะเป็นราชเสน่ห์แก่มนุษย์ และศัตรู จะกระทำมิได้ เดชคุณพระพุทธเจ้า จบเท่านี้แล อุปเทสปริปุณณา.......

 

อิ . ถา . สะ . โร . ปิ . สุ . โธ
มา . ตะ . ติ . โน . พุท . ปุ . โส
สะ . ปัน . เท . โธ . มะ . วิ . คะ
นุ . สะ . นุ . วา . นัง . ภะ . ริ
สะ . ถิ . พุท . วะ . ภะ . โต . ชา
หัง . อะ . คะ . สา . ติ . สะ . คะ
ระ . ณะ . วิ . อะ . มะ . จะ . โล
ทู . สา . ระ . ระ . กะ . วา .ทะ (ลงแบบตาหมากรุกม้า)

 

 


 

 

 

คาถาสวดบูชาดวงพิชัยสงคราม “พาหุงฯชัยมงคลคาถา” ฉบับพระมหาราชครูฯ

1.พาหุง  สะหัสสะมะภินิมมิตะ  สาวุธันตัง  ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะ  เสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา  ชิตะวา  มุนินโท   ตันเตชะสา  ภะวะตุ  เม *  ชะยะมังคะลานิ

2.มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะ  สัพพะรัตติง  โฆรัมปะนาฬะวะกะ  มักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา  ชิตะวา  มุนินโท   ตันเตชะสา  ภะวะตุ  เม *  ชะยะมังคะลานิ

3.นาฬาคิริง  คะชะวะรัง  อะติมัตตะภูตัง  ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ  สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา  ชิตะวา  มุนินโท   ตันเตชะสา  ภะวะตุ  เม *  ชะยะมังคะลานิ

4.อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะ  สุทารุณันตัง  ธาวันติโยชะนะปะถัง  คุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน   ชิตะวา  มุนินโท   ตันเตชะสา  ภะวะตุ  เม *  ชะยะมังคะลานิ

5.กัตวานะ  กัฏฐะมุทะรัง  อิวะ  คัพภินียา  จิญจายะ  ทุฏฐะวะจะนัง  ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ  โสมะวิธินา  ชิตะวา  มุนินโท   ตันเตชะสา  ภะวะตุ  เม *  ชะยะมังคะลานิ

6.สัจจัง  วิหายะ  มะติสัจจะกะวาทะเกตุง  วาทาภิโรปิตะมะนัง  อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต  ชิตะวา  มุนินโท   ตันเตชะสา  ภะวะตุ  เม *  ชะยะมังคะลานิ

7.นันโทปะนันทะภุชะคัง  วิพุธัง  มะหิทธิง  ปุตเตนะ  เถระภุชะเคนะ  ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา  ชิตะวา  มุนินโท   ตันเตชะสา  ภะวะตุ  เม *  ชะยะมังคะลานิ

8.ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ  สุทัฏฐะหัตถัง พรัมมัง  วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ  วิธินา  ชิตะวา  มุนินโท   ตันเตชะสา  ภะวะตุ  เม *  ชะยะมังคะลานิ

9.เอตาปิ  พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย  วาจะโน  ทินะทิเน  สะระเต  มะตันที หิตะวานะเนกะวิวิธานิ  จุปัททะวานิ  โมกขัง  สุขัง  อะธิคะเมยยะ  นะโร  สะปัญโญ.

* ถ้าสวดให้คนอื่นให้เปลี่ยนจากคำว่า  เม   เป็น   เต

วิธีใช้ ตั้งนะโม ๓ จบ

หากจะเข้าเฝ้าเจ้านาย ให้ท่านมีความเมตตา ให้เขียนชื่อผู้ที่ตนจะเข้าพบนั้นด้วยแป้งในฝ่ามือ แล้วเจริญชัยมงคลคาถาทั้ง ๙ บท เมือจบแล้วให้สวดเฉพาะบทที่ ๔ (บท อะขิตตะชัค ๓ จบ)

ถ้าจะให้ศัตรูพ่ายแพ้

๑.ให้เขียนชื่อศัตรูใส่กระดาษแล้วนั่งทับขณะเจริญภาวนา แล้วนำกระดาษนั้นนำไปทิ้งน้ำหรือเผาไฟ

๒.ให้เขียนชื่อศัตรูพันไส้เทียน ก่อนจะนำไปฟั้น แล้วนำเทียนมาจุดขณะเจริญภาวนา

วิธีการบูชาและสวดคาถาฉบับพระมหาราชครูฯ

วิธีบูชาถวายพรพระ คือสวดบทพาหุงฯ ไปถึงบททุคคาฯ แล้วว่าเอตานิ ฯลฯ อีกบทหนึ่ง เมื่อสวดจบแล้วมีความประสงค์สิ่งใดก็ดี พึงตั้งจิตอฐิษฐานเอาตามความประสงค์ของตน ด้วยอำนาจการเจริญพุทธมนต์นี้ก็จะสมความประสงค์ได้ หากได้กระทำการบูชาทุกวันมิได้ขาดแล้ว ท่านว่าเป็นบุญลาภอันประเสริฐยิ่ง ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

พระคาถาที่จะสวดบูชาให้บูชาเป็นบางอย่าง คือแยกเอาไว้ดังนี้

๑.บทสวดพรชัยพาหุง ศัตรูหมู่ร้ายจะยำเกรงพ่ายแพ้แก่อำนาจตน ครั้งภายหลังศัตรูจะกลับจิตเข้ามาเป็นมิตรและจะนำลาภสักการะมาสู่ตัวเราเสมอๆด้วยอำนาจการเจริญบทพรชัยพาหุงฯ

๒.สวดบทมาราติเร ฯลฯ เป้นการป้องกันภูติผีปิศาจแลภูติพรายอันเป็นอันตรายร้ายแรง จะทำอันตรายแก่เรามิด้เลย จะพ่ายแพ้ยำเกรงไปเอง และจะกลับมาคุ้มครองรักษาเราด้วยอำนาจเจริญพุทธพรชัยบท มาราติเร ฯลฯ

๓.สวดบา นาราคิริง ฯลฯ เมื่อจะเผชิญกับศัตรูผู้เข้ามาทำร้าย ศัตรูก็จะพ่ายแพ้ยำเกรงอำนาจแห่งเรา กลับมีจิตเคารพรักเราเป้นอันดี ทั้งที่จะมีลาภผลเนืองนองมาเสมอๆ ด้วยอำนาจเจริญพุทะพรชัยบท นาราคิริง ฯลฯ

๔.สวดบท อุกขิตตะขัด ฯลฯ ถ้าจะไปต่างถิ่นใดใดก้ดี ให้หมั่นเจริญบทนี้เสมอๆ แม้บุคคลก็ดี ปีศาจก็ดีที่มีอยู่ ณ ที่นั้น จะมีเมตตาแก่เรา จะช่วยป้องกันรักษาเรา ให้ได้รับความสุขความเจริญ ทั้งลาภก็เจริญ ด้วยอำนาจเจริญบทอุกขิตตะขัด ฯ

๕.สวดบท กัตตวานะ ฯลฯ ถ้ารู้ว่าผู้ใดตั้งตนเป็นศัตรูแก่เราก็ดี เมื่อขณะกำลังสวดมนต์บทนี้อยู่ ให้รำลึกถึงศัตรูผู้นั้น ศัตรูผู้นั้นก้จะมีจิตละอายแก่เรา ไม่สามารถทำร้ายแก่เราและจะกลับมาเป็นมิตรแก่เราอีกด้วย ด้วยอำนาจการเจริญบท กัตตวาฯ

๖.สวดบท สัจจังวิหายะ ฯลฯ แม้จะกล่าวถ้อยคำใดใดก้ดี คนทั้งหลายจะมีความเลื่อมใสเชื่อถือในคำพูดเรา แล้วเกิดมีเมตตาแก่เราด้วย ลาภผลก็เจริญตาม ด้วยพระพุทธมนต์บทนี้ ฯ

๗.สวดบท นันโท ฯลฯ จะบำบัดเสียซึ่งเหล่าอสรพิษทั้งหลายที่มีพิษร้ายแรงต่างๆ มีงู ตะเข็บ ตะขาบ เป็นต้น จะไม่มาทำร้ายแก่เราเลย ฯ

................................................................................................

 


ตำราบูชาดวงชะตากำเนิด

 

โดย ขุนอนุยุตร์กนกกรรม (ขาว ปานโชติ)

คำนำ

ตำราดวงชะตาชื่อพิชัยสงครามนี้ เป็นตำราเก่าแก่สืบมาแต่บรมโบราณ พระโบราณาจารย์ท่านสรรเสริญไว้ว่า ถ้าผู้ใดนับถือกระทำตามอุปเท่ห์ที่ท่านกล่าวไว้ อาจอำนวยผลให้ผู้นั้นบรรลุอิฎฐวิบูลผล คือ ลาภ ยศ สรรเสริญความสุขสวัสดี แม้ดวงชะตาต้องกาลกรรณีหรือ พระเคราะห์ร้ายประการใด ๆ ก็อาจบรรเทาให้เบาลงได้ และอาจคุ้มเสนียดจัญไรอุปัทวันตรายต่าง ๆ อันเป็นปัจจุบันโทษ พระโบราณาจารย์ท่านนับถือสรรเสริญว่าศักดิ์สิทธิ์นัก ที่กล่าวนี้ก็กล่าวตามตำรามิได้ต่อเติมเสริมความตามอัตตโนมัติให้พิสดารแต่ ประการใด เป็นแต่ดัดแปลงถ้อยคำให้เข้าใจง่ายเท่านั้น ข้าพเจ้าใคร่จะรักษาของโบราณไว้มิให้สาบสูญ จึงให้พิมพ์ขึ้นไว้เป็นที่ระลึกสำหรับแจกปันแก่สานุศิษย์มิตรสหายบรรดาที่มี ความสนใจในทางนี้ แต่ตำราชนิดนี้จะนำไปทดลองพิสูจน์ให้เห็นเหตุผลเหมือนกับทางวิทยาศาสตร์ไม่ ได้ ต้องอาศัยทางจิตตานุภาพยึดคุณพระรัตนตรัยเป็นหลัก จึงอาจเห็นผลประจักษ์ตามตำรากล่าว แม้ในทุกวันนี้ การบูชานพเคราะห์และสดุดีสังเวยก็ยังคงใช้อยู่ในพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น แต่

จะอย่างไรก็ตาม ตำรานี้ก็ไม่นำความเสียหายมาให้แก่ผู้นิยมนับถือ ย่อมเป็นไปในทางเจริญสิริมงคลอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ขอท่านผู้ได้รับตำราเล่มนี้ จงเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย ทำใจให้เป็นจิตตานุภาพ ก็อาจจะได้บรรลุผลสมความปรารถนาทุกประการ

ขุนอนุยุตร์ ฯ

 

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2474

 

การผูกดวงชะตาขึ้นบูชานี้ ไม่ใช่พิธีที่พึ่งจะนิยมขึ้นในสมัยใหม่ เป็นลัทธิเก่าที่นิยมกันมาแต่ครั้งโบราณนานนักหนาแล้ว แต่มักจะนิยมกันอยู่ในหมู่ชนชั้นสูง ไม่แพร่หลายไปถึงคนสามัญชั้นล่าง มีชนชั้นกลางนิยมกันบ้างไม่สู้มากนัก เพราะดวงชะตาสำหรับบูชานี้ ไม่ใช่กระทำหรือผูกกันได้ง่าย ๆ เหมือนกับดวงชะตาที่ทำนายทุกข์โศกโชคลาภ และอีกประการหนึ่งท่านที่กระทำหรือผูกได้ ท่านก็ไม่ค่อยจะยินดีเผยแผ่เกียรติคุณของท่านให้ปรากฏแพร่หลาย ท่านมักจะเลือกทำให้แต่เฉพาะชนชั้นสูงและสานุศิษย์บางคนที่ท่านรักใคร่ ซึ่งท่านเห็นว่ามีความเลื่อมใสสุจริตมั่นคงอาจรักษาเกียรติคุณไว้ได้ และเป็นผู้นับถือจริง เคารพจริง ต้องการจะบูชาจริง ๆ ฉะนั้น การบูชาดวงชะตาจึงไม่ค่อยแพร่หลายไปถึงชนทุกชั้น

 

 

(ตีพิมพ์ลงในพยากรณสาร)

 

ก็อันว่าดวงชะตาที่ผูกขึ้นสำหรับบูชา นี้เรียกกันว่าดวงพิชัยสงคราม โดยมีเรื่องเก่าเล่ากันมาว่า ครั้งหนึ่ง (ศักราชไม่ปรากฏ) พระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง (ชาติใด ภาษาใด นามใด ไม่ปรากฏ) ถูกข้าศึกล้อมเมืองไว้ จะหนีก็ไม่มีทางออก จะต่อสู้กำลังพลก็น้อยกว่าข้าศึกมาก เมื่อเข้าที่คับขันเช่นนี้ ให้ประชุมมุขมนตรีปรึกษาการที่จะป้องกันพระนคร แต่ก็ไม่มีผู้ใดออกอุบายประการใด จึงท่านขุนโหรคนหนึ่งกราบทูลสรรเสริญพรรณนาคุณานุคุณของการบูชาดวงชะตา กำเนิดขึ้นว่า ในคัมภีร์โหราศาสตร์ท่านสรรเสริญคุณไว้เป็นอเนกประการว่า ถ้าบุคคลผู้ใดได้ผูกดวงชะตากำเนิดของตนขึ้นไว้บูชาโดยอาการอย่างใดอย่าง หนึ่งก็ดี บุคคลผู้นั้นจะประสพผลเป็นทิฏฐธรรมเวทนีย์ (ได้ผลทันตาเห็น) โดยแม่นแท้ คือจะอุดมสมบูรณ์ด้วย อายุ วรรณ สุขะ พละ และ ลาภ ยศ ความสรรเสริญความสุขสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลในชาติปัจจุบันทันตาเห็น อาจคุ้มครองป้องกันมิให้ผู้นั้นตกต่ำด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัย แล้วขุนโหรกราบทูลต่อไปว่า บัดนี้บ้านเมืองก็เข้าที่คับขันอยู่แล้ว ถ้าทรงโปรดให้ผูกดวงพระชะตาขึ้นแล้วทรงบูชาด้วยความเคารพในคุณพระไตรรัตน์ ตามอุปเท่ห์ของโบราณาจารย์ ก็อาจสามารถจะอุปัตถัมภ์พระบารมีให้ทรงพระเดชานุภาพ เป็นที่เกรงขามแห่งอริราชศัตรู ทั้งอาจเชิดชูพระเกียรติยศให้ปรากฏไปมีชัยแก่ข้าศึก อาจปราบหมู่ปัจจนึกให้ปลาดพ่ายแพ้ไปได้ ด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัยอภิบาลบำรุงรักษาเป็นมั่นคง อย่าทรงพระปริวิตกเลย

 

เมื่อได้ทรงฟังขุนโหรกราบทูลเช่นนั้น จึงรับสั่งให้ตั้งพิธีผูกดวงพระชะตาขึ้นในทันใด ครั้นขุนโหรคำนวณเสร็จและลงตัวพระเคราะห์ในยันต์ตามคัมภีร์เรียบร้อยแล้ว จึงทรงกระทำสักการบูชาโดยเคารพ  ขอคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แล้วทรงยกพลออกต่อสู้ข้าศึก ก็เผอิญให้ข้าศึกครั่นคร้ามพระเดชานุภาพปราชัยพ่ายแพ้ไปหมด แต่นั้นมาจึงเรียกดวงชะตานี้ว่า ดวงพิชัยสงคราม เหตุที่มีชัยชะนะราชไพรีเพราะได้บูชาดวงชะตานี้ ที่จริงดวงพิชัยสงครามก็คือ ดวงชะตาที่สำหรับพยากรณ์กันนี่เอง แต่คำนวณละเอียดวิตถารพิสดารออกไป ทุก ๆ พระเคราะห์ลงตัวเลขที่เป็นผลลัคน์มัธยมสมผุสทั้งสิบพระเคราะห์ แสดงราศี, องศา, ลิปดา, ฤกษ์, ดฤถี และนาฑีทั้งสิบพระเคราะห์ ตลอดกระทั่งส่วนนวางค์ ตรียางศ์ที่ลักขณาเกาะเกี่ยวอยู่ละเอียดที่สุด กระทั่งอินทภาษบาทจันทร์เคราะห์รูปเคราะห์สม

 

ส่วนการที่จะนำดวงพิชัยสงครามขึ้นสู่ที่บูชานั้น ท่านกล่าวอุปเท่ห์ไว้หลายอย่างต่างวิธี ตามคติที่นิยมใช้กันต่อ ๆ มา วิธีหนึ่งท่านให้เอาไม้ศรีมหาโพธิ์มาแกะเป็นพระห้ามสมุทร ส่วนสูงตั้งแต่พระบาทถึงพระเกศ ท่านกำหนดไว้ 11 นิ้ว หรือ 13 นิ้ว แล้วเอาแก่นขนุนมาทำฐาน ในฐานนั้นให้คว้านเสียพอบรรจุดวงชะตาได้ ให้เอาไม้นนทรีมาทำกระดานอุดฐานที่คว้านออก แล้วเอาเงินหนัก 1 บาท มาแผ่ให้บางลงดวงพิชัยสงคราม (คือดวงชะตากำเนิดของตนเอง) แล้วลบดวงชะตานั้นด้วยชาดหรคุณ เวลาจะบรรจุดวงชะตาท่านให้บรรจุธาตุพระสีวลี (พระฉิม) ลงไปด้วย และเอาจันทน์เทศ กฤษณา มากรางใส่ ลงไปด้วย มีหัวแหวนเพ็ชรนิลจินดานพเก้าใส่ลงไปด้วยก็ยิ่งดี เวลาจะบรรจุดวงชะตาให้ดูฤกษ์ยามดี เมื่อทำเสร็จแล้วให้แต่งบายศรีซ้ายขวาพร้อมด้วยเครื่องสักการบูชากระยาบวด นิมนต์พระสงฆ์ 5 รูป มาฉันสมโภช เสร็จแล้วประดิษฐานพระห้ามสมุทรไว้ในที่เบื้องสูง ดาดเพดานด้วยผ้าขาว บูชาด้วยข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนเสมอเป็นนิตย์

 

อีกวิธีหนึ่ง ท่านให้ลงดวงพิชัยสงครามในแผ่นทองหรือแผ่นเงิน หรือจะลงในผืนผ้าหรือแผ่นกระดาษก็ได้ บางอาจารย์ใช้หลอมตะกั่วเป็นแท่งสี่เหลี่ยมให้เป็นแอ่งลึกตอนกลาง แล้วลงดวงชะตาในแอ่งนั้น และในแอ่งนั้นใช้น้ำมันมะพร้าวเจือน้ำมันหอม ตามเป็นประทีปบูชาพระเสมอเป็นนิตย์ไม่มีเวลาดับตลอดกาล

 

วิธีลงดวงชะตาพิชัยสงครามสำหรับบูชา ที่กล่าวมานี้ จะเลือกใช้วิธีใดก็ได้ตามใจสมัครคงได้ผลเท่ากัน ข้อสำคัญมีอยู่ตรงตั้งใจบูชาโดยเคารพจริง ๆ และหมั่นบูชาทุกวันเสมอเป็นนิตย์อย่าให้ขาด ขออำนาจคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ก็จะได้บรรลุซึ่งศุภผลให้ประจักษ์ทันตาเห็นดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ในตำราท่านอ้างถึงบุคคลครั้งกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมากมายหลายท่าน คือ พระอาจารย์เทียนมหาเถรวัดงู พระยาเดโช หลวงสารภักดีชาตอง พระยาราชภักดี นายเทียน นายสาย นายสังฃ์ ว่า ท่านเหล่านี้ล้วนได้บูชาดวงพิชัยสงคราม และต่างคนต่างก็ได้บรรลุยศศักดิ์อรรคฐานด้วยกันทุกท่าน ที่กล่าวมานี้ก็กล่าวตามตำราท่านสรรเสริญไว้ แต่ขอให้เข้าใจว่าบรรดาบุคคลที่กล่าวในตำราที่ท่านอ้างมานี้ ใช่ว่าเพียงแต่ท่านได้บูชาดวงชะตาแล้วก็จะได้ประสพผลยศศักดิ์อรรคฐานสมใจนึก เมื่อไรต้องอาศัยประกอบคุณงามความดีอีกส่วนหนึ่งด้วย และใช่ว่าพอบูชาได้สักเดือนสักปีก็จะคอยให้ลาภยศไหลมาเทมาดังใจนึกก็หาไม่ ต้องหมั่นบูชาเคารพด้วยความเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัยเสมอทุกวันอย่าให้ขาด ด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัยทั้งสามประการ จะอุปัตถัมภ์ดลบันดาลให้เกิดสิริมงคลแก่ตน เมื่อสิริมงคลเกิดแก่ตนแล้ว อันว่า ลาภ ยศ ความสรรเสริญ ความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลก็จะค่อยมีมาเป็นลำดับสมดังมโนรถความปรารถนาทุก ประการ

 

ส่วนคาถาที่บูชาดวงชะตานั้น ก็คือ พาหุงทั้ง 8 บท นั่นเอง แต่ท่านวางอุปเท่ห์ไว้ดังมีแจ้งต่อไปนี้


 

วิธีบูชาถวายพรพระ

 

สวดพาหุงจนไปถึงบททุคคา เมื่อสวดจบแล้วตนจะประสงค์สิ่งใด ๆ ก็ดี จงตั้งจิตอธิษฐานเอาตามความประสงค์ของตนเถิด ก็อาจสมประสงค์ของตนได้ ถ้ากระทำบูชาได้ทุกวันมิได้ขาดเลย ก็อาจจะเห็นผลประจักษ์ ท่านว่าเป็นบุญลาภอันประเสริฐอย่างยิ่ง มีคุณทั้งในโลกนี้และโลกหน้าเป็นเที่ยงแท้

 

คาถาที่จะสวดบูชาจำเพาะบางอย่างแยกไว้ดังกล่าวต่อไปนี้

 

  1. สวดบทพาหุง ศัตรูหมู่ร้ายจะยำเกรงพ่ายแพ้อำนาจแก่ตน ครั้นภายหลังศัตรูจะกลับจิตเมตตาเข้ามาเป็นมิตร และมีน้ำจิตจะนำลาภผลมาบูชาแก่ตัวเราเสมอ ๆ ด้วยอำนาจเจริญพาหุง ฯ
  2. สวดบทมาราติเร อาจจะคุ้มภูตผีปีศาจอันตรายอันร้ายแรง ภูตผีจะทำอันตรายแก่เรามิได้ จะพ่ายแพ้ยำเกรงไปเอง แล้วจะกลับใจมารักใคร่ซึ่งตัวเราโดยอำนาจตั้งใจเจริญมาราติเร ฯ
  3. สวดบทนาฬาคิริง จะผจญกับศัตรูที่จะมาทำร้าย ก็พ่ายแพ้กลัวอำนาจแก่เรา ครั้นภายหลังจะกลับมาเป็นมิตร จะมีจิตรักเราเป็นอันดี ลาภผลก็จะมีมาเนือง ๆ ด้วยอำนาจเจริญนาฬาคิริง ฯ
  4. สวดบทอุกขิตตะขัค แม้จะไปต่างถิ่นหรืออยู่ในที่ใด ๆ ก็ดี แม้อยู่ในที่นั้นหมั่นเจริญอยู่เสมอ ๆ บุคคลหรือภูตปีศาลในที่นั้นจะมีเมตตาเรา แล้วจะป้องกันรักษาซึ่งตัวเราให้มีความสุขเจริญทั้งลาภผลด้วยอำนาจเจริญอุก ขิตตะขัค ฯ
  5. สวดบทกัตวานะกัฏฐะ ถ้ารู้ว่าผู้ใดเป็นศัตรูแก่เราก็ดี เมื่อเจริญกัตวานะกัฏฐะ แล้วตั้งจิตระลึกถึงศัตรูผู้นั้น ศัตรูก็มีจิตละอายแก่เรา ไม่สามารถทำร้ายแก่เราได้ แล้วก็จะกลับใจมาเป็นมิตรเราด้วย ฯ
  6. สวดบทสัจจังวิหา แม้จะกล่าวถ้อยคำสิ่งใด ๆ ก็ดี แก่คนทั้งหลาย ๆ จะมีความเชื่อถือแล้วมีความเมตตาแก่ตนทั้งลาภผลเจริญดีด้วยอำนาจเจริญสัจจัง วิหา ฯ
  7. สวดบทนันโท จะบำบัดเสียซึ่งอสรพิษ เช่น ตะขาบ แมลงป่องและสัตว์ที่มีพิษต่าง ๆ จะไม่มีจิตมาเบียดเบียนแก่เราเลย ตั้งใจสวดบทนันโทอาจดับพิษได้ต่าง ๆ ฯ
  8. สวดบททุคคาหะทิฏฐิ จะผจญเสียซึ่งอมนุษย์เทวดาที่เป็นมิจฉาทิฏฐิจะมาคิดร้ายแก่เรานั้นก็พ่ายแพ้ อำนาจแก่เราไปเอง แล้วภายหลังท่านทั้งหลายนั้นก็จะกลับจิตมีความเมตตา จะพิทักษ์รักษาให้เรามีความเจริญ ด้วยอำนาจเจริญบททุคคา ฯ

 

เมื่อบุคคลผู้ใดเป็นศัตรูแก่เรา ท่านให้เขียนชื่อศัตรูผู้นั้นใส่ในกระดาษทำเป็นไส้เทียนจุดบูชาพระ อีกอย่างหนึ่งเขียนชื่อศัตรูในกระดาษเอานั่งทับไว้ แล้วตั้งใจเป็นเมตตาจิตถวายพระพระพาหุงถึงทุคคาครบ 8 บท เมื่อจบแล้วเอาชื่อศัตรูขยำน้ำเสีย ศัตรูผู้นั้นจะทำร้ายหรือทำอันตรายแก่เรามิได้เลย ครั้งภายหลังศัตรูผู้นั้นจะกลับจิตมาเป็นมิตรแก่เรา แล้วก็จะนำลาภผลมาบูชาแก่เรา

 

ถ้าจะให้เป็นเสน่ห์แก่ท้ายพระยา ขุนนาง สมณะชีพราหมณ์ ประชาชนทั้งหลาย และพ่อค้าพาณิช ท่านให้เขียนชื่อของเราใส่ในกระดาษแล้วเอาเครื่องหอมประพรมที่ชื่อของเรา แล้วใส่ในอุ้มมือของเรา แล้วตั้งจิตถวายพรพระด้วยบทพาหุงถึงทุคคาครบ 8 บท จบแล้วเอาชื่อของเราจุ่มลงในน้ำ ขอเดชอำนาจพระสมุทรวารี ทั้งคุณศรีพระรัตนตรัย จงมาบันดาลดลให้สมประสงค์ แล้วมาบำรุงรักษา ซึ่งตัวข้าพเจ้าให้ปราศจากสรรพทุกข์โศกโรคภัยอันตรายต่าง ๆ ทั้งศัตรูหมู่ร้ายก็ให้พ่ายแพ้อำนาจ ดุจดังพระยามาราธิราชแพ้อำนาจด้วยบารมี 30 ทัศของพระพุทธเจ้าฉะนั้น แล้วขอเดชานุภาพพระไตรรัตนาธิคุณอีกอดุลเทพยมหิทธิศักดิ์ทั่วสากล จงมาบันดาลดลอภิบาลรักษา ซึ่งข้าพเจ้าให้ประกอบด้วยสุข สมบัติ บริวาร ยศ ให้ปรากฏเกียรติคุณสุนทร อำนาจ สรรพสิ่งที่มุ่งมาด จงสมประสงค์ประสิทธิโดยทันทีแก่ข้าพเจ้านี้ด้วยเทอญ ฯ สวดตามธรรมดาควรจะสวดนะโมสะระณาคมน์อิติปิโสและพาหุง ทั้ง 8 บท ทุกวันอย่าให้ขาด สวดตามกำลังวันด้วยยิ่งดีนักแล ฯ

 

คาถาบูชาดวงชะตา

 

  1. พาหุง สหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ ฯ
  2. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาละวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนิน ตันเต ชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ ฯ
  3. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุธารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ ฯ
  4. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุธารุณันตัง ทาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ ฯ
  5. กัตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฎฐะวะจะนัง ชะนะกายะ มัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ ฯ
  6. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ ฯ
  7. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะ ยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ ฯ
  8. ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรหมัง วิสุทธิชุติมิทะพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเต ชะสา ภะวะตุ เม ชะยะมังคะลานิ ฯ
  9. เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะมยยะ นะโร สะปัญโญ ฯ

 

คาถาบทนี้บูชาพระสีวลี (พระฉิม)

 

สีวลี จะ มะหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตังสะทา ฯ

 

คาถาบทนี้ขอลาภผล

 

สีวะลี จะ มะหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต  โสระโหปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง ภะวันตุเม ลาเภนะ อุตตะโม โสระโหปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง ภะวันตุ เมฯ

 

------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

ความหมายของฤกษ์ทั้ง ๙ (Update)

 

หลายๆ ท่านเมื่อได้รับใบฤกษ์จากผม มักจะโทรมาถามบ่อยๆว่าฤกษ์ต่างๆที่อยู่ในใบฤกษ์ คืออะไร ดีอย่างไร ซึ่งตอนนี้จะได้อธิบายพอให้เข้าใจง่ายๆดังนี้

 

 

 


1. ทลิทโทฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า ชนมะ (นักษัตรที่ ๑,๑๐,๑๙)
ทลิท โทฤกษ์ แปลว่า ผู้ขอ มีดาวเกตุเป็นดาวเจ้าฤกษ์ เป็นฤกษ์ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการเริ่มต้นของสิ่งต่างๆ เพราะเป็นฤกษ์อันดับแรกของจักราศี และเป็นฤกษ์ประเภทบูรณะฤกษ์ หรือฤกษ์เต็มครบทั้ง ๔ บาทฤกษ์ ถือว่าจะให้ความราบรื่น ปราศจากอุปสรรคขัดขวาง จะทำการขอสิ่งใดก็ง่าย เช่น  การขอหมั้น ขอแต่งงาน ทวงหนี้ กู้ยืม ร้องทุกข์ การทำการใดๆ เพื่อให้ผู้อื่นสงสารกรุณา มีความเมตตา เกิดเสน่ห์ มหานิยม คนนิยมชมชอบ เปิดร้านขายของ  สมัครงาน ทำการใดๆ ที่ริเริ่มใหม่ คนที่ไม่รู้โหราศาสตร์มักไปแปลผิดๆว่าเป็นฤกษ์ยาจก ขอทาน คนเข็ญใจ ซึ่งไม่ถูกต้อง หากเป็นฤกษ์ขอทานแล้ว โบราณจะใช้ฤกษ์นี้เป็นฤกษ์สูขอลูกสาวชาวบ้านได้อย่างไร ใครจะยกลูกสาวให้ยาจกคนเข็ญใจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ความจริงฤกษ์นี้เป็นฤกษ์ที่ให้คนเมตตา รักใคร่ ขออะไรก็ได้ แม้แต่ลูกสาวของคนอื่นซึ่งถือว่ามีค่ามากที่สุดของครอบครัวนั้นๆ ฤกษ์ นี้มีดาว เกตุ (๙) เป็นดาวเจ้าฤกษ์ จะให้คุณแก่ดวงฤกษ์ตามลักษณะและความหมายด้านดีของดาวเกตุ (เกตุนี้เป็นเกตุ คำนวณแบบอินเดีย ไม่ใช่ดาวเกตุแบบไทย)

 

ส่วนคนที่มีดวงชาตาเสวยฤกษ์นี้ เป็นคนที่มีเสน่ห์มีคนรักใคร่นิยมชมชอบ เป็นคนที่ชอบริเริ่มอะไรใหม่ๆ ชอบงานท้าทาย เป็นคนมีความสามารถสูง อาชีพเด่นคือ ค้าขาย ครู รับราชการ นักวิจัย งานเกี่ยวกับฟ้า อิเลคทรอนิกส์ ฯลฯ มีชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสัน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ชีวิตบั้นปลายจะมีความสุขมาก


2. มหัทธโนฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่าสมบัติ

 

มหัทธโนฤกษ์ แปลว่า คนมั่งมี ผู้รุ่งเรือง เศรษฐี มีดาวศุกร์เป็นดาวเจ้าฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ในราศีเดียวกันเป็น "บูรณะฤกษ์" เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ การมงคลต่างๆ ทุกอย่าง เช่น ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน ปลูกสร้างอาคาร ธุรกิจการเงิน ธุรกิจด้านบัญชี  การค้าอุตสาหกรรม เปิดห้างร้าน เปิดร้านค้าต่าง ร้านแลกเงิน ร้านขายทอง  ลาสิกขาบท สะเดาะเคราะห์ และ สารพัดงานมงคลที่ต้องการความร่ำรวยมีเงินทอง ทรัพย์สินมากมาย  ฤกษ์นี้มีดาวศุกร์เป็นดาวเจ้าฤกษ์ก็จะเด่นในเรื่องความรัก เพศสัมพันธ์ กิจการสถานบันเทิง ดนตรี ศิลปะ เสื้อผ้า ของแต่งกาย การตกต่าง งานออกแบบ ร้านอาหาร ธุรกิจด้านความงาม ร้านเสริมสวย ก็จะเด่นมากขึ้นไปอีก
สำหรับคนที่เกิดเสวยฤกษ์นี้จะ มีรูปร่างหน้าตาดี มีวาทศิลป์ เด่นในเรื่องงานทางด้านศิลปะ การออกแบบ ตกแต่ง ตนตรี มีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข ไม่ค่อยมีทุกข์ร้อน มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย

 

3. โจโรฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า วิบัติ

 

โจโรฤกษ์ แปลว่าผู้ช่วงชิง (ไม่ใช่แปลว่า โจร ผู้ปล้น ผู้ลักขโมย) ผู้กล้าหาญมีอำนาจ ผู้ว่องไว มีดาวอาทิตย์เป็นดาวเจ้าฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 ไม่รวมอยู่ในราศีเดียวกัน คาบเกี่ยวอยู่ 2 ราศีเป็น "ฉินทฤกษ์"  คือ ฤกษ์ไม่เต็มบาท มักไม่ใช้เป็นฤกษ์มงคล แต่เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ คนโบราณใช้ในการปล้นค่าย จู่โจมโดยฉับพลัน ข่มขวัญ บีบบังคับ ทำการปราบปราม การแข่งขันช่วงชิง การแย่งอำนาจและผลประโยชน์ งานเสี่ยงๆ ในระยะสั้นๆ การปฏิวัติ งานของบุคคลในเครื่องแบบแบบใช้กำลัง  ในบางกรณีหากต้องการ ช่วงชิงแข่งขัน ในการธุรกิจ การกีฬา การเอาชนะในทุกรูปแบบ ก็มักจะใช้ฤกษ์นี้ เป็นฤกษ์ประกอบการ แต่โหรมักไม่ให้ฤกษ์นี้แก่ใครง่ายๆ นอกจากจะเป็นเรื่องที่สำคัญต่อบ้านเมือง เช่นการให้ฤกษ์ทำการปฎิวัติ รัฐประหาร  ก็มักใช้ฤกษ์นี้
สำหรับคนที่เกิดในฤกษ์นี้ จะเป็นคนที่มีอำนาจในตัวเอง มีความสามารถในด้านการแข่งขัน การช่วงชิงเอาชนะ อาชีพเด่นคือ นักธุรกิจ นักกีฬา งานที่เกี่ยวกับอุตสาหรรมขนาดใหญ่ นักการทหาร นักปกครอง และคนที่รวยมากๆระดับประเทศก็มักเกิดฤกษ์นี้แต่ก็ต้องมีชีวิตในบางช่วงที่ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย คนเกิดในฤกษ์นี้มักเด่นในด้านชื่อเสียงและทรัพย์สิน

 

4. ภูมิปาโลฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า เกษม
ภู มิปาโลฤกษ์ แปลว่า ผู้รักษาแผ่นดิน มีดาวจันทร์เป็นดาวเจ้าฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ในราศีเดียวกันเป็น บูรณะฤกษ์ เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ การมงคลต่างๆ งานที่ต้องการความมั่นคงถาวร งานเกี่ยวกับที่ดิน น้ำ หรือต้องการมวลชนมากๆ เมตตามหานิยม ธุรกิจการเกษตร การเช่าซื้อ ก่อสร้าง ปลูกเรือน ยกศาลพระภูมิ แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ ลาสิกขาบท  เปิดอาคารห้างร้าน และ สารพัดงานมงคลทำได้หมด ฤกษ์นี้มีดาวจันทร์ครองเป็นเจ้าฤกษ์ ดังนั้น ธุรกิจที่ข้องกับดาวจันทร์ก็คือ ธุรกิจทางน้ำ สื่อสารมวลชน ความงาม โฆษณาประชาสัมพันธ์ ก็จะเด่นมากขึ้น

 

สำหรับคนที่เกิดในฤกษ์นี้ จะเป็นคนที่มีอำนาจในตัวเอง มียศศักดิ์และฐานะดี มีธุรกิจเป็นของตนเอง จิตใจเมตตากรุณา ชอบช่วยเหลือผู้อื่น อาชีพเด่นในทางนักปกครอง นักการเมือง นักแสดง หรือ ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ก็จะดี


 


5. เทศาตรีฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า ปรัตยุระ
เท ศาตรีฤกษ์ แปลว่า ข้ามท้องถิ่น หรือ สามแผ่นดิน ผู้ท่องเที่ยว (คนแปลผิดเป็น ฤกษ์หญิงแพศยา)  บางคราเรียกว่า "เวสิโยฤกษ์"  หมายถึงฤกษ์พ่อค้า-แม่ค้า มีดาวอังคารเป็นดาวเจ้าฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ปลายราศีหนึ่ง และ ต้นราศีหนึ่ง แห่งละ 2 บาทฤกษ์ คือคาบเกี่ยวอยู่ราศีละครึ่ง คือในราศี พฤษภกับเมถุน , กันย์กับตุลย์ และ มกรกับกุมภ์ เป็น  ภินทฤกษ์ ความหมายจริงของฤกษ์นี้ก็คือ “ฤกษ์สามถิ่น(ประเทศ)” เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ งานการติดต่อการค้าระหว่างถิ่น งานด้านต่างประเทศ ต่างชาติ ภาษาต่างประเทศ กิจการทัวร์ ธุรกิจนำเข้า ส่งออก  ธุรกิจเกี่ยวกับความสนุกสนานชักชวนคนเข้าออกมากหรือธุรกิจที่ไม่จำกัดชนชั้น วรรณะ ไม่จำกัดคนรวย คนจน ทุกคนสามารถมาใช้ได้เสมอกันหมด  เช่น เปิดโรงมหรสพ ร้านอาหาร สถานเริงรมย์ โรงแรม โรงหนัง ตลาดและศูนย์การค้า การประกอบอาชีพนอกสถานที่ อาชีพเดินทาง นวดแผนโบราณ กิจการแพทย์ โรงพยาบาล และอาชีพที่ต้องย้ายที่อยู่เสมอ ฤกษ์นี้มีดาว อังคารเป็นดาวเจ้าฤกษ์ กิจการที่เป็นด้านอุตสาหกรรม เครื่องยนต์กลไก การซ่อมแซม อุตสาหกรรมเหล็ก โลหะ เครื่องจักร การก่อสร้าง ยานยนต์ก็จะมีผลดีเป็นพิเศษ

 

ผู้ที่เกิดในฤกษ์นี้ เป็นคนเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย เรียนรู้ได้หลายภาษา มีเสน่ห์แรง มักได้ทำงานเกี่ยวกับการเดินทาง หรือเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ มีทรัพย์สินที่ดินบ้านช่องมากมายหลายแห่ง แต่ชีวิตในบางช่วงก็ต้องตกระกำลำบากหรือต้องย้ายถิ่นฐานบ้านช่องอยู่เสมอๆ   หากอยู่ต่างถิ่นก็จะเจริญรุ่งเรืองร่ำรวยดีกว่าถิ่นกำเนิดของตัวเอง คนเกิดในฤกษ์นี้มักเด่นในด้านชื่อเสียง มีใจเด็ดเดี่ยว กล้าได้กล้าเสีย ไม่กลัวใคร

6. เทวีฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า สาธะกะ
เทวี ฤกษ์ แปลว่า นางพญา ความงามหรูหรา ความมีเสน่ห์ โชคลาภ และ การสมความปรารถนา มีดาวราหูเป็นดาวเจ้าฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ในราศีเดียวกันเป็น บูรณะฤกษ์ เป็นฤกษ์ที่มุ่งให้เกิดโชคลาภ เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ งานที่ต้องการความหรูหรา มีชื่อเสียง มีพลังฤกษ์ที่นุ่มนวลอ่อนช้อยดุจเทวี การเจรจาสู่ขอ งานแสดง งานนิทรรศการ การหมั้นหมายและสมรส การส่งตัวเจ้าสาวและเข้าห้องหอ การทำกิจการที่ต้องการชื่อเสียงและมีเสน่ห์ งานมีเกียรติ งานเชิงศิลปะตกแต่งชั้นสูง เปิดร้านค้าอัญมณีเครื่องประดับ ร้านเสริมสวย ตัดเย็บเสื้อผ้า  สารพัดงานมงคลทั้งปวงสามารถใช้ฤกษ์นี้ได้
ฤกษ์นี้มีดาว ราหูเป็นเจ้าฤกษ์ แสดงถึงความลุ่มหลง หลงใหล มีเสน่ห์ และให้คุณเป็นพิเศษแก่กิจการที่เกี่ยวข้องกับ ต่างชาติ ต่างภาษา ร้านอาหาร บาร์ไนต์คลับ สุรายาเมา  และบ่อนการพนัน

 

ผู้ที่เกิดในฤกษ์นี้ เป็นคนมีอำนาจวาสนาดี ทำอะไรมักมีคนคอยช่วยเหลือ มีชีวิตที่สงบสุขและสุขสบาย ไม่เดือดร้อน แต่มักชอบลุ่มหลงอะไรง่ายๆ มีชื่อเสียงดี อาชีพเด่นก็คือ นักแสดง กิจการเกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม อัญมณี เสื้อผ้า เครื่องประดับ ฯลฯ

7. เพชฌฆาตฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า นิธนะ
เพชฌฆาต ฤกษ์ แปลว่า  ผู้ทำการตัด การแบ่ง  ไม่ใช่เพชฌฆาต ที่ไว้ฆ่าคน สมัยก่อนการลงโทษโดยการประหารชีวิตด้วยการตัดคอ มีผู้ทำการลงโทษก็เรียกว่า เพชฌฆาต ทำให้คนเข้าใจสับสน  ซึ่งศัพท์คำนี้แปลว่า “ผู้ตัด” เฉยๆ  ส่วน เพชฌฆาต ฤกษ์ แปลความว่า “ฤกษ์แห่งการตัด” ไม่เกี่ยวกับการฆ่าแต่อย่างใด  มีดาวพฤหัสเป็นดาวเจ้าฤกษ์ ฤกษ์บาททั้ง 4 ตัดขาดกัน และ ตรงข้ามกับ โจโรฤกษ์ เรียกว่า "ตรินิเอก"  คืออยู่ปลายราศี 3 ฤกษ์บาท และ ต้นราศี 1 ฤกษ์บาท ไม่ควรให้ฤกษ์ในการมงคลโดยทั่วไป เป็น ฉินทฤกษ์ แต่เป็นฤกษ์ดีหมาะสำหรับ การฟันผ่าอันตรายและอุปสรรค ต่อสู้เสี่ยงภัยต่างๆ อาสางานใหญ่ ทำกิจปราบปรามศัตรู ตัดสินคดีความ งานที่ใช้การตัดสินใจอย่างเด็ดขาด  ประกอบพิธีไสยศาสตร์ ปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ลงเลขยันต์ สร้างวัตถุมงคลแบบคงกระพันชาตรี สร้างสิ่งสาธารณะกุศลสงเคราะห์ เปิดโรงพยาบาล การรักษาโรคเรื้อรังที่หายยากๆ การยาตราทัพ เจิมอาวุธยุทธภัณฑ์ สร้างโบสถ์วิหารการเปรียญ การบวชเรียน การบำเพ็ญเพียรทางจิต การนั่งสมาธิภาวนา การศึกษาศาสตร์ลี้ลับ  ศึกษาโหราศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ ฯลฯ หรือบาทีก็เป็นฤกษ์ตั้งศาลพระภูมิ ศาลพระพรหม ประดิษฐานรูปเคารพเพื่อให้เกิดความขลังและศักดิ์สิทธิ์  ฤกษ์นี้มีดาวพฤหัสเป็นดาวเจ้าฤกษ์ ก็จะให้คุณโดดเด่นทางด้านการศึกษา และการศาสนา การปฎิบัติทางจิตภาวนาเป็นพิเศษ

 

ผู้ที่เกิดในฤกษ์นี้ เป็นคนจิตใจดี มีศีลธรรม เคร่งในศาสนา เรียนรู้สิ่งต่างๆได้เร็ว เป็นคนเฉียบขาด ซื่อตรง ซื่อสัตย์ เกลียดชังการคดโกง  มีความกตัญญูรู้คุณ ไม่หวั่นไหวเกรงกลัวต่อสิ่งใด มีคนเคารพนับถือมาก มีการศึกษาในระดับสูงๆ อาชีพเด่น ก็คือ ครูอาจารย์ อนุศาสนาจารย์ ผู้คงแก่เรียน แพทย์ หมอ พยาบาล เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญในเครื่องจักรยนต์ กลไกต่างๆ

8. ราชาฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า มิตระ
ราชาฤกษ์ แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีอำนาจวาสนา พระเจ้าแผ่นดิน มีดาวเสาร์เป็นดาวเจ้าฤกษ์ บาทฤกษ์ทั้ง 4 อยู่ในราศีเดียวกัน เรียกว่า บูรณะฤกษ์ เป็นฤกษ์ที่ยิ่งใหญ่หกว่าฤกษ์ทั้งปวง ที่เหมาะสำหรับ  งานที่ต้องการชักจูงให้ผู้อื่นดำเนินตาม  การเข้ารับตำแหน่งงาน การแสวงหาชื่อเสียงเกียรติยศ แสวงหาอำนาจ บารมี การเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ ลาสิกขาบท การขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน เปิดร้าน และกิจการงานมงคลทั้งปวง  มีบอกว่าฤกษ์นี้สามัญชนใช้ไม่ได้ อันนี้ต้องบอกว่าไม่จริง และไม่ใช่อย่างที่เข้าใจ คำว่าราชาฤกษ์ แปลว่า ฤกษ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าฤกษ์ทั้งหลาย เป็นราชาแห่งฤกษ์ไม่ใช่ฤกษ์ใช้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน ใครๆก็ใช้ได้ไม่จำกัดชนชั้นวรรณะใดใด ฤกษ์ นี้มีดาวเสาร์เป็นดาวเจ้าฤกษ์ แสดงว่าเป็นฤกษ์ที่จะให้ความมั่นคงยืนนานมากที่สุด และหากเป็นกิจการที่ข้องกับงานอุตสาหรรมขนาดใหญ่ โรงงานผลิต การก่อสร้าง งานเชิงสาธารณะ งานราชการ รัฐวิสาหกิจ ก็จะให้ผลดีมากเป็นพิเศษ

 

ผู้ที่เกิดในฤกษ์นี้ เป็นคนมีอำนาจวาสนา บารมีสูง  ปรารถนาสิ่งใดก็มักได้มาอย่างง่ายๆ ไม่ต้องเหนื่อยอะไรมากมาย เป็นเจ้าของกิจการที่ใหญ่โต มีบริวารดี ลูกน้องเชื่อฟัง มีคนคอยช่วยเหลือมิได้ขาด

9. สมโณฤกษ์ ทางโหราศาสตร์อินเดีย(ภารตะ)เรียกว่า ปรมมิตระ
สม โณฤกษ์ แปลว่า ความสุข ความสงบ  นักบวช นักสอนศาสนา มีดาวพุธเป็นดาวเจ้าฤกษ์ ฤกษ์บาททั้ง 4 อยู่ปลายราศีเดียวกัน เป็นฤกษ์ที่เหมาะสำหรับ ทำพิธีกรรมทางศาสนา และ ทางนักบวช เช่น การทำขวัญนาค การอุปสมบท หล่อพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เข้ารับการศึกษา และ การกระทำทุกอย่างเพื่อความสงบร่มเย็นเป็น ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญต่ออายุ  ตั้งศาล ผูกข้อมือ สู่ขวัญ โกนผมไฟ ฤกษ์นี้มีดาวพุธเป็นดาวเจ้าฤกษ์ กิจการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา การสื่อสาร ขนส่งมวลชน กิจการที่เกี่ยวกับงานด้านเอกสาร สัมมนา งานวิจัย จะให้ผลดีเป็นพิเศษ

 

ผู้ที่เกิดในฤกษ์นี้ เป็นคนมีอำนาจ มีวาทะปฏิภาณดี เฉลียวฉลาด เรียนรู้เร็ว มีการศึกษาสูง มีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุขและความสำเร็จ ชอบศึกษาปรัชญา ศาสนา สิ่งลี้ลับ ชอบทำบุญกุศล มีจิตวิทยาสูงมากในการจูงใจคน